Website แห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย ที่ให้บริการฤกษ์ยามชั้นสูงของโหราศาสตร์ภารตะจากคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ และได้ผลตอบรับดีสูงสุดเป็นปีที่ 15 แล้ว WebSite ของเราให้การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของคุณในระดับสูงสุด ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงจากยุโรป "SiteGuarding" บริการดูฮวงจุ้ย แก้ฮวงจุ้ย เสริมฮวงจุ้ย ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี***

12rasi

 

ทฤษฎีดาวให้คุณ-ดาวให้โทษ เฉพาะคนเกิดลัคนาราศีต่างๆ

เรื่องดาวให้คุณและให้โทษนี้ เป็นเรื่องที่นักโหราศาสตร์หลายๆคนยังยังสงสัย ว่าทำไมบางครั้งดาวร้ายๆอย่างเสาร์และอังคารมาทับลัคนากลับกลายเป็นเรื่องที่ดี มีโชค และกลับไม่มีผลร้ายตามตำราหลายๆตำราที่กล่าวว่าเป็นอันตรายและเป็นโทษร้ายแรงในดวงชาตา แต่ดาวดีๆอย่างดาวพฤหัส หรือดาวศุภเคราะห์อื่นๆที่มาทับลัคนาหรือมีโยคเกณฑ์ดีๆกลับกลายเป็นเรื่องร้ายๆไป แต่บางตำราในทางโหรไทยท่านก็แก้ด้วยการใช้ทักษาเข้ามาจับ เช่นว่า ว่าปีนี้ดาวพฤหัสเป็นกาลี พอมาทับลัคน์แทนที่จะให้คุณก็กลายเป็นให้โทษไป หรือบางครูอาจารย์ก็หากฎเกณฑ์อื่นๆมาช่วยอธิบายกฎเกณฑ์ที่ผิดแปลกไปดังข้างต้น แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถสรุปกฎเกณฑ์อะไรได้ แถมยังต้องมีข้อยกเว้นอีกมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว จนนักศึกษาโหราศาสตร์บางคนเกิดความท้อถอย ว่าหลักการเรื่องดาวให้คุณให้โทษตามหลักต่างๆนั้นใช้ได้จริงๆหรือไม่

 

 

ดาวให้คุณ-ให้โทษ ใช้ลัคนาเป็นหลักพิจารณา

เรื่องนี้มีคำตอบจากทฤษฎีของโหราศาสตร์ภารตะ โดยท่านใช้ราศีต่างๆเป็นเกณฑ์อธิบายความสัมพันธ์ของดาวเคราะห์ต่างที่สัมพันธ์กับลัคนาโดยเฉพาะ  ซึ่งแต่ลัคนาก็มีดาวให้คุณให้โทษแตกต่างกัน โดยท่านอธิบายว่า ดาวศุภเคราะห์เช่น จันทร์ พุธ พฤหัส ศุกร์ ไม่จำเป็นต้องจะให้คุณแก่ดวงชาตาเสมอไปในทุกลัคนา  ดาวศุภเคราะห์เหล่านั้นก็อาจจะให้โทษหนักรุนแรงกว่าดาวบาปเคราะห์ก็เป็นได้  และในทำนองเดียวกัน ดาวบาปเคราะห์เช่น อาทิตย์ อังคาร เสาร์ ที่ทุกคนกลัวนักกล้วหนาว่าจะให้โทษ ก็อาจจะกลับกลายเป็นให้คุณแก่เจ้าชาตาได้อย่างมหาศาล บางรายอาจจะให้คุณมากกว่าดาวศุภเคราะห์ใหญ่อย่างพฤหัสก็เป็นได้

 

หมายเหตุ คำว่าลัคนากับราศีเกิด ไม่เหมือนกัน ส่วนมากคนมักเข้าใขผิดว่า เกิดระหว่างวันที่ 13 เม.ย.- 13 พ.ค เป็น ลัคนาราศีเมษ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งการดูจากวันที่และเดือนเกิดอย่างนี้เราเรียกว่า "ราศีเกิด" หรือ Sunsign ซึ่งปีหนึ่งจะมีแค่ 12 ราศี ส่วนลัคนา(Ascendant)นั้นได้รวมเอาเวลาเกิด(เวลาตกฟาก)และสถานที่เกิดเข้าไปด้วย  ซึ่งละเอียดลงไปมากกว่าดูแบบ"ราศีเกิด"  ส่วนลัคนากำเนิดนั้นเท่ากับว่า 1 วันมีครบ 12 ลัคนาหรือ 12 ราศี กรุณาอ่านบทความคำว่า"ลัคนา"กับ"ราศีเกิด" มันคนละเรื่องกัน  ส่วนวิธีคำนวณหาลัคนาแบบโหราศาสตร์ที่ใช้ประกอบกับบทความนี้ ให้ใช้การคำนวณโดยปฏิทินดาราศาสตร์ ตัดอายนางศะลาหิรี โดยเข้าไปเช็คได้ที่เว็บ พยากรณ์.คอม หรือลิงค์นี้ วิธีหาลัคนาแบบดาราศาสตร์ (ลาหิรี-อินเดีย) http://www.payakorn.com/luk_lahiri.php

 

คำจำกัดความศุภเคราะห์และบาปเคราะห์

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจคำว่าศุภเคราะห์และบาปเคราะห์ก่อน โหราจารย์ฝ่ายภารตะท่านกำหนดว่า ดาวศุภเคราะห์จริงๆนั้นมีเพียง ศุกร์ และ พฤหัส สองดวงเท่านั้น ส่วนดาวบาปเคราะห์ มีอาทิตย์ อังคาร เสาร์ เพียง 3 ดวง ส่วนที่เหลืออยู่ คือ จันทร์และพุธนั้น แปรเปลี่ยนได้ ว่าจะเป็นบาปเคราะห์หรือศุภเคราะห์ ถ้าหากว่า ดาวจันทร์เป็นจันทร์ไม่มีแสง หรือ มีแสงน้อย เช่น อมวาสี  หรือ แรม 7 ค่ำไปจนถึงขึ้น 6 ค่ำ ท่านว่า ดาวจันทร์เป็นดาวบาปเคราะห์ หรือ ดาวจันทร์เป็นดาวมีแสงมาก ตั้งแต่ ขึ้น 7ค่ำ ไปจนถึงแรม 6  ค่ำ ท่านว่าดาวจันทร์นั้นนับว่าเป็นดาวศุภเคราะห์  และดาวพุธ ก็มีกฎเกณฑ์เฉพาะอีกว่า หากดาวพุธนั้นสัมพันธ์กับดาวบาปเคราะห์ เป็นต้นว่า กุม เล็ง โยค ฯลฯ ก็นับว่าดาวพุธนั้นเป็นดาวบาปเคราะห์ ส่วนดาวพุธหากไม่สัมพันธ์กับดาวบาปเคราะห์ ก็ถือว่า ดาวพุธนั้นเป็นศุภเคราะห์เต็มตัว

จากหลักการข้างต้น จะเห็นว่า ดวงชาตาของคนเราทุกๆคนจะ มีศุภเคราะห์เพียง 2 ดวง บาปเคราะห์เพียง 3 ดวง ส่วนอีกสองคือพุธกับจันทร์ ก็ต้องดูแต่ละชาตาไปว่า เป็นบาปเคราะห์หรือศุภเคราะห์ หากสองดวงนี้แสดงตัวว่าเป็นศุภเคราะห์ ก็เท่ากับว่าในดวงชาตานี้ มีดาวศุภเคราะห์เพิ่มขึ้น เป็น 4 ดวง มีบาปเคราะห์เพียง 3 ดวง  ในดวงชาตานี้ก็น่าจะเป็นดวงที่มีโชคและประสบความสำเร็จได้ง่ายๆเพราะมีศุภเคราะห์ช่วยเหลือ เป็นจำนวนมากกว่า บาปเคราะห์  ในทางกลับกันหากดวงชาตาใดมีดาวพุธและจันทร์กลายเป็นบาปเคราะห์ ก็เท่ากับว่าดวงชาตานั้นมีบาปเคราะห์ จำนวนมากถึง 5 ดวงในชาตา นี่ยังไม่นับราหูกับเกตุเข้าไปอีกและมีศุภเคราะห์เหลือเพียงสองดวง ก็เท่ากับว่าดวงชาตานี้หนักหาสาหัส เพราะมีแต่บาปเคราะห์เข้ามาสร้างอุปสรรคและทำร้ายต่อดวงชาตา แต่จริงๆแล้วไม่ใช่

 

shutterstock 670766320

 

 

การให้ศุภผลและบาปผล

ในความเป็นจริงในโหราศาสตร์ระบบของภารตะ ท่านให้ความจำกัดความของดาวศุภเคราะห์และบาปเคราะห์เอาไว้ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็เพื่อแสดงคุณลักษณะของการแสดงตัวตน อารมณ์ นิสัยและลักษณะตามธรรมชาติของดาวเคราะห์นั้นๆแต่การให้ผลดี-ชั่วต่อดวงชาตาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยท่านกล่าวว่าดาวศุภเคราะห์สามารถให้ได้ทั้งศุภผล(ผลดี) และบาปผล(ผลร้าย)ได้เท่ากันกับบาปเคราะห์ ซึ่งก็หมายความว่าดาวดีก็ให้ผลร้ายได้ และดาวร้ายก็ให้ผลดีได้เช่นกัน

เช่นเดียวกันกับ คนชั่ว หรือ โจร นักเลงอันธพาล บางทีก็สามารถช่วยเหลือเรา ปกป้องเราได้เหมือนกัน แต่ในทางกลับกัน พวกคนดี เช่น นักพรต นักบวช ครู-อาจารย์ หรือคนที่รักเรา บุตร ภรรยา ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง บางทีก็กลับทำร้ายให้โทษเราได้อย่างรุนแรงเช่นกัน

ประโยชน์ในการวินิจฉัย

การวินิจฉัยแยกแยะเช่นนี้ ทำให้เราสามารถพยากรณ์ดวงชาตาได้ชัดเจนเที่ยงตรงและแม่นยำมากขึ้นเพราะปราศจากอคติลำเอียงที่ว่าดาวดี(ศุภเคราะห์) จักต้องให้คุณเสมอไป หรือดาวร้าย (บาปเคราะห์)จะต้องให้โทษเสมอไป 

ในดวงชาตาบางคนเราจะเห็นได้ว่า ในดวงมีดาวศุกร์เสีย หรือดาวเจ้าเรือนปัตนิที่เป็นดาวศุภเคราะห์ ถูกโยคเกณฑ์ของดาวคู่ศัตรูหรือบาปเคราะห์เบียฬ (ดาวศุกร์เป็นการกแทนคู่ครอง)   แม้แต่ภรรยาสุดที่รัก  ก็ยังสามารถทำร้ายเราจนแทบไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน

ส่วนดาวบาปเคราะห์ใหญ่ เช่น ดาวเสาร์  หากได้ตำแหน่งดีเป็นเกษตร เป็นอุจน์ เป็นมูลตรีโกณ ได้โยคเกณฑ์จากดาวคู่มิตรหรือศุภเคราะห์ธรรมชาติที่มีกำลัง ดาวสาร์ประธานแห่งบาปเคราะห์ก็สามารถให้คุณแก่ดวงชาตาได้ เช่น มีตำแหน่งสูงในหน้าที่การงาน มีอสังหาริมทรัพย์ ต่างๆ มากมาย  (ดาวเสาร์เป็นการกแทนหน้าที่การงานและทรัพย์สินที่มั่นคง)

ทุสถานะภพ(1) อริ มรณะ วินาศ   พันธกะสถาน

ภพที่เป็นทุสถานะคือ ภพที่ 6 ภพที่ 8 และภพที่ 12 ซึ่งเราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วว่าเป็นภพที่ร้าย ให้โทษต่อดวงชาตา (โหรภารตะเรียกว่า ตรีกะสถาน) หากดาวดีๆไปสถิตอยู่ ผลก็คือทำลายคุณความดีของดาวดวงนั้น แต่มีข้อยกเว้นคือหากดาวเจ้าเรือนทุสถานะ ไปอยู่ในภพทุสถานะ ผลก็คือ ร้ายกลายเป็นดี เราพะผลร้ายถูกทำลายลงไปตามความหายของเรือน เช่น ดาวเจ้าเรือน อริ ไปสถิต ในเรือน มรณะ ก็ถือว่าโทษทุกข์ทั้งปวงของเรือนอริถูกทำลายลงไปในเรือนมรณะ ก็ถือว่าเป็นมงคลดีต่อดวงชาตา หรือเจ้าเรือนทุสถานะเป็นเกษตรในภพนั้นเอง

เช่น ราศีเมษ มีดาวพุธสถิตย์อยู่ในราศีกันย์ซึ่งเป็นภพอริ (แต่ดาวพุธได้เป็นเกษตร-อุจน์) ก็ต้องถือว่าดีมากเพราะความเป็นอวัสถาของดาวเคราะห์หากเป็นเกษตรหรืออุจน์ ก็ย่อมให้ผลดีต่อเรือนนั้น

ทุสถานะภพ(2) -เรือนตรีษัฑทายะ

ส่วนภพที่ 3  ของลัคนาทุกราศี ก็นับว่าเป็นทุสถานะอีกภพหนึ่ง ซึ่งหลายๆคนไม่รู้ เพราะภพที่ 3 คือภพที่ 8 จากภพที่ 8 ราศีพิจิก (มรณะของมรณะ)  ดังนั้นดาวที่สถิตในภพนี้มักไม่ให้คุณมากนัก โหราศาสตร์ภารตะท่านเรียกเรือนนี้ว่าให้โทษ เพราะเป็นหนึ่งในเรือน ตรีษัฑทายะ (มี 3 เรือนคือเรือนที่ 3-สหัสชะ ที่ 6-อริ และที่ 11-ลาภะ)

ทุสถานะภพ(3)- พันธกะสถาน

ส่วนภพที่ 11 คือภพที่ 6 จากภพที่ 6  หากลัคน์เป็นราศีเมษภพที่ 6 ก็จะเป็นราศีกันย์ (อริของอริ) และเป็นวินาศจากภพวินาศ ราศีมีน (วินาศของวินาศ) และเรือนลาภะภพ 11 นี้ก็เป็นเป็นเรือน ตรีษัฑทายะ ซึ่งให้โทษ

และภพที่ 11 นี้สำหรับจรราศีจะเรียกอีกอย่างว่า เป็น พันธกะสถานะ (พันธกะ-อุปสรรค) ดาวเจ้าเรือนภพที่ 11 เรียกว่า พันธกะเกษตร หากไปสถิตอยู่ภพไหนเรือนไหนก็ให้อุปสรรคแก่ภพนั้นเรือนนั้น และหากดาวใดไปสถิตย์อยู่ในเรือนที่ 11 นี้ถือว่าต้อง”พันธกะโทษ” ผลคือทำลายเรือนของดาวนั้นๆ

เช่น ราศีเมษ(จรราศี) ดาวอาทิตย์ไปสถิตราศีกุมภ์   อันเป็นภพที่ 11 ก็ถือว่า ดาวอาทิตย์ต้อง พันธกะโทษ ผลก็คือทำลายเรือนของอาทิตย์(ราศีสิงห์) ให้มีอุปสรรค

ส่วนสถิรราศี เจ้าเรือนที่ 9 และทวิภาวะราศีเจ้าเรือนที่ 7จะเป็นพันธกะสถาน (จาก-คัมภีร์พฤหัต ประราสาระ โหราศาสตร์)