
บทเรียนโหราศาสตร์พระเวท (ภารตะ) บทที่ 41 ษัฑพละ - วิธีคำนวณหากำลังของดาวเคราะห์ ตอนที่ 4
กำลังที่เกิดจากเวลา (กาละพละ) โหราศาสตร์พระเวทได้รับการพัฒนาและถ่ายทอดโดยบรรดามหาฤๅษี เพื่อให้เป็นเครื่องมือที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ในการเข้าถึงความสมบูรณ์ในตนเองโหราศาสตร์เชิงวิวัฒนาการ สามารถหยั่งรู้ถึง "สภาวะแห่งจิตวิญญาณ" ของ เจ้าชะตา ได้ โดยอาศัยหลักการวิวัฒนาการของจิตรู้สำนึก ซึ่งถือเป็นทฤษฎีพื้นฐานที่สำคัญของปรัชญาเชิงวิวัฒนาการ จากการพิจารณาสภาวะแห่งจิตวิญญาณนี้ นักโหราศาสตร์ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสูงจึงสามารถให้คำแนะนำแก่ เจ้าชะตา ได้ว่า ควรนำเทคนิคหรือแนวทางปฏิบัติใดมาปรับใช้ เพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทั้งในมิติทางโลกและทางธรรม
ปรัชญาเชิงวิวัฒนาการ เบื้องหลังวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้น มีวิวัฒนาการของ "จิตรู้สำนึก" ขับเคลื่อนอยู่ ซึ่งปัจเจกบุคคลแต่ละคนจะค่อยๆ มีวิวัฒนาการยกระดับจากสภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลงและดิ้นรน ไปสู่สภาวะแห่ง "การดำรงอยู่" (สภาวะแห่งความรู้แจ้งแท้จริง)
โหราศาสตร์เชิงวิวัฒนาการ เป็นสภาวะแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักโหราศาสตร์สามารถแยกแยะและหยั่งรู้ได้จากแผนภูมิดวงชะตากำเนิด และนักโหราศาสตร์สามารถให้คำชี้แนะที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ เจ้าชะตา เพื่อมุ่งไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทั้งทางวัตถุและจิตวิญญาณได้อย่างแท้จริง
อหรรคณะ अहर्गण -จำนวนวันที่ล่วงเลยมานับแต่การสร้างโลก
จำนวนวันบนโลกที่ผ่านพ้นมาจากจุดเริ่มต้นยุคใดๆ เรียกว่า "อหรรคณะ" และจำนวนวันที่นับจากวันแห่งการสร้างโลกจะถูกเรียกว่า "สฤษฏยาทิ อหรรคณ" (सृष्ट्यादि अहर्गण)
วิธีการคำนวณนี้มีระบุไว้ในคัมภีร์ทางดาราศาสตร์อย่าง "สูรยสิทธานตะ" ในบทที่ 1 ซึ่งในการที่จะพิจารณากำหนดหา อับเทสะ (เจ้าแห่งปี), มาเสสะ (เจ้าแห่งเดือน) และ วาเรสะ (เจ้าแห่งวันในสัปดาห์) นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนวณหาค่า”อหรรคณ”นี้เสียก่อน
อับเทสะ - เจ้าแห่งปี
ดาวเคราะห์ผู้ทำหน้าที่ปกครองหรือเป็นเจ้าแห่งปี เรียกว่า "อับเทสะ" ดาวดวงนี้ก็คือดาวเคราะห์ที่เป็นผู้ปกครองวันในสัปดาห์ อันเป็นวันเริ่มต้นของปีนั้นนั่นเอง
เมื่อนำระยะเวลาของ 1 ปี ซึ่งมี 360 วัน มาหารด้วย 7 เราจะได้ผลหารเท่ากับ 51 และเหลือเศษ 3 โดยค่าผลหารนั้นจะแสดงถึงจำนวนสัปดาห์ทั้งหมดในรอบปีนั้นๆ
การหาค่าอับเทสะ
- นำจำนวนวันที่ผ่านพ้นมา (อหรรคณ) หารด้วย 360
- นำผลลัพธ์ที่ได้ไปคูณด้วย 3 จากนั้นบวกด้วย 1
- นำผลรวมที่ได้ไปหารด้วย 7 นำเศษที่เหลือไปนับตามลำดับโดยเริ่มต้นจากวันอาทิตย์ (เศษ 1 = อาทิตย์, เศษ 2 = จันทร์ ฯลฯ) ผลลัพธ์ที่ได้จะระบุถึงวันในสัปดาห์ และดาวเคราะห์ผู้ทำหน้าที่ปกครองวันนั้นก็คือ อับเทสะ (เจ้าแห่งปี)
มาเสสะ - เจ้าแห่งเดือน
มาเสสะ คือดาวเคราะห์ผู้ทำหน้าที่ปกครองวันในสัปดาห์อันเป็นวันเริ่มต้นของเดือนที่ เจ้าชะตา ถือกำเนิด เมื่อนำระยะเวลาของ 1 เดือนทางโหราศาสตร์ (30 วัน) มาหารด้วย 7 เราจะได้ผลหารเท่ากับ 4 และมีเศษเหลือเท่ากับ 2
การหาค่ามาเสสะ
- คำนวณหาจำนวนวันที่ผ่านพ้นมานับตั้งแต่จุดเริ่มต้นแห่งการสร้างโลก (อหรรคณ)
- นำจำนวนวันดังกล่าวมาหารด้วย 30
- นำผลหารที่ได้มาคูณด้วย 2 จากนั้นบวกด้วย 1
- นำผลรวมทั้งหมดไปหารด้วย 7 แล้วตัดผลหารทิ้งไป
- นำเศษที่เหลือมานับตามลำดับโดยเริ่มต้นจากวันอาทิตย์ ดาวเคราะห์ผู้เป็นเจ้าแห่งวันนั้นก็คือ มาเสสะ (เจ้าแห่งเดือน)
วาเรสะ - เจ้าแห่งวัน
วาเรสะ คือดาวเคราะห์ผู้ทำหน้าที่ปกครองหรือเป็นเจ้าแห่งวันในสัปดาห์
การหาค่าวาเรสะ
- คำนวณหาจำนวนวันที่ผ่านพ้นมานับตั้งแต่จุดเริ่มต้นแห่งการสร้างโลก (อหรรคณ)
- นำจำนวนวันดังกล่าวมาหารด้วย 7
- นำเศษที่เหลือมานับตามลำดับโดยเริ่มต้นจากวันอาทิตย์ ดาวเคราะห์ผู้เป็นเจ้าแห่งวันนั้นก็คือ วาเรสะ (เจ้าแห่งวัน)
วันที่เริ่มต้นยุค
ในโหราศาสตร์พระเวท (โชยติช) วันเริ่มต้นยุค (Date of Epoch) ที่สำคัญที่สุดคือ วันเริ่มต้นของ กลียุค (Kali Yuga) ตามคัมภีร์ดาราศาสตร์โบราณอย่าง สุริยสิทธันตะ และการคำนวณของนักคณิตศาสตร์ชื่อดัง อารยภฏะ กลียุคได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาเที่ยงคืนของ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 3102 ปีก่อนคริสตกาล (3102 BCE)
จุดนี้ถือเป็น "จุดศูนย์" (Zero Point) ของจักรวาลในการคำนวณทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ โดยเชื่อกันว่าในนาทีนั้น ดาวเคราะห์หลักและดาวผู้ให้แสงทั้งหมด ได้โคจรมาเรียงตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบที่ตำแหน่ง 0 องศาของราศีเมษแบบนิรายนะ ใกล้กับกลุ่มดาวเรวดีนักษัตร
ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับจุดเริ่มยุคพระเวท
1.การเรียงตัวของดวงดาว: เป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรเวลาปัจจุบัน ซึ่งดวงดาวทั้งหมดมาบรรจบกันในจุดสิ้นสุดราศีมีนต่อแดนราศีเมษ
2.อหรคณ (การนับวัน): นักดาราศาสตร์พระเวทใช้จุดนี้ในการนับ "อหรคณ" หรือจำนวนวันรวมที่ผ่านพ้นไปนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นจักรวาล เพื่อใช้คำนวณหาตำแหน่งดาวเคราะห์ที่แม่นยำโดยไม่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์สมัยใหม่
3.จักรราศีนิรายนะ : เนื่องจากโหราศาสตร์พระเวทคำนวณตามตำแหน่งดวงดาวจริงบนท้องฟ้า จึงต้องมีการคำนวณค่าปัดเศษตามการส่ายของแกนโลก (Precession of the Equinoxes) ซึ่งนักโหราศาสตร์ส่วนใหญ่นิยมใช้ค่า ลาหิรี อายนางศะในการหักลบส่วนต่างระหว่างจักรราศีแบบตะวันตก (สายนะ) และแบบพระเวท (นิรายนะ)
จุดเริ่มยุคของปราชญ์ท่านอื่น
นอกจากปี 3102 ปีก่อนคริสตกาลที่เป็นจุดเริ่มยุคใหญ่แล้ว ปราชญ์ในอดีตยังได้ตั้งจุดเริ่มยุคเฉพาะกิจเพื่อความสะดวกในการคำนวณในยุคของตนเองด้วย เช่น: จุดเริ่มยุคของวราหะมิหิระ: ปราชญ์และนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ได้ใช้จุดเริ่มต้นคำนวณในยุคของท่าน ซึ่งตรงกับ วันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 505
วันที่เริ่มต้นยุคในตำราเรียนนี้
วันที่เริ่มต้นยุค(Epoch) ในตำราเรียนนี้ ที่ถูกเลือกนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณ วันที่เริ่มต้นยุคคือ”วันพุธที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1827 หรือ พ.ศ. 2370” ค่าอหรรคณะ หรือจำนวนวันที่ล่วงเลยมาจนถึงวันที่เริ่มต้นยุคดังกล่าวข้างต้นคือจำนวน 714,404,096,641 วัน หรือ 1,955,931,181 ปี
ตัวเลข 714,404,096,641 วัน ไม่ใช่ตัวเลขที่สุ่มขึ้นมาลอย ๆ แต่ในทางคัมภีร์ดาราศาสตร์โหราศาสตร์ฮินดูโบราณ ตัวเลขนี้คือค่า "อหรคณะ" หรือจำนวนวันรวม นับตั้งแต่วันสร้างโลก/วันเริ่มต้นจักรวาลตามคัมภีร์พระเวท ไล่ยาวมาจนกระทั่งถึงวันพุธที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1827 ซึ่งเป็นจุดอ้างอิง (Epoch) ที่ใช้คำนวณกำลังดวงดาวชะตาในบทเรียนนี้ เมื่อนำจำนวนวันนี้มาหารด้วย 7 จะเหลือเศษ 4 ซึ่งบ่งชี้ว่าวันที่เริ่มต้นยุคนั้นตรงกับวันพุธพอดี ดังนั้น จุดเริ่มต้นยุคในการคำนวณของเราจึงเริ่มต้นขึ้นในวันพุธที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1827
สำหรับการคำนวณหาค่าอหรรคณะ หากใช้โปรแกรมรุ่นเก่าๆ เช่น Visual Fox Pro สามารถเขียนเป็นสมการคำสั่งได้ดังนี้: Ahargana = ctod("mdate") - ctod("02/05/1827")
หรือใช้ Python ใช้ Code ด้วยคำสั่งดังนี้
“from datetime import date
# กำหนดวันที่เริ่มต้น (ปี, เดือน, วัน) epoch_date = date(1827, 5, 2)
# กำหนดวันที่เป้าหมาย (ตัวอย่าง) target_date = date(2026, 6, 6)
# คำนวณหาความต่าง (ผลลัพธ์เป็นวัตถุ timedelta)
interval = target_date - epoch_date
# ดึงจำนวนวันออกมา ahargana = interval.days
print(f"อหรรคณ (Ahargana): {ahargana}")”
หมายเหตุ แต่ในปัจจุบันด้วยพลังความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สามารถคำนวนได้อย่างแบบแทบไม่มีขีดจำกัด
และวันพุธที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1827 ไม่ใช่ยุคทางประวัติศาสตร์หรือยุคดาราศาสตร์ระดับโลก แต่เป็น "จุดเริ่มยุคเฉพาะกิจ" (Working Epoch) หรือจุดสมมุติที่ผู้เขียนตำราคำนวณโหราศาสตร์พระเวทสร้างขึ้นมาเพื่อใช้คำนวณกำลังดวงดาวในดวงชะตา (ษัฑพละ)
เหตุผลก็คือเพื่อเป็นจุดอ้างอิงเพื่อหาค่า "อหรคณ" ในการคำนวณโหราศาสตร์พระเวทชั้นสูงแบบดั้งเดิม หากต้องการหาตำแหน่งดวงดาวที่แม่นยำ นักพยากรณ์ต้องคำนวณหาค่า อหรคณะ หรือจำนวนวันรวมที่ผ่านพ้นไปนับจากจุดเริ่มยุค(สมมุติ) ซึ่งหากนับจากจุดเริ่มกลียุคแท้ๆ (3102 ปีก่อนคริสตกาล) ตัวเลขจำนวนวันจะมหาศาลมาก (หลายล้านวัน)
นักโหราศาสตร์หรือโปรแกรมเมอร์ยุคก่อน จึงตัดตั้ง "จุดเริ่มยุคสมมติ" (Working Epoch) ขึ้นมาใหม่ในอดีตที่ไม่ไกลเกินไป เพื่อให้เลขวันรวมลดลง ทำให้เขียนสูตรคำนวณได้สั้นและกระชับขึ้น ซึ่งเหมือนกับโหราศาสตร์ไทยที่ใช้จุลศักราช แทน มหาศักราช หรือ อัญชัญศักราช ทำให้การคำนวนลดความซับซ้อนลงไปมาก
และทำไมในสูตรนี้ต้องเป็น วันพุธที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1827 จากหลักการคำนวณในตำราโหราศาสตร์คัมภีร์ ครหะ ภวะ พละ แนะนำให้”การนับเศษวัน” คือนำจำนวนวันรวมนับจากอดีตมาหารด้วย 7 เศษที่เหลือจะใช้ระบุ "วันในสัปดาห์"
ตัวเลขสูตรในบทเรียนนี้คำนวณออกมาแล้วพบว่า วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1827 เหลือเศษ 4 ซึ่งตามหลักโหราศาสตร์พระเวท ซึ่งเศษ 4 จะตรงกับ วันพุธ พอดี ผู้พัฒนาโปรแกรมหรือผู้แต่งตำราจึงเลือกวันนี้เป็นจุด "เซ็ตซีโร่" (Zero Point) ของระบบฐานข้อมูลเพื่อนำไปทำสูตรคำนวณต่อไป
อายุของจักรวาลตามมาตราปฏิทินฮินดู
ตามคัมภีร์ดาราศาสตร์ฮินดู เช่น สุริยสิทธานตะ ได้แบ่งเวลาของจักรวาลออกเป็นวัฏจักรขนาดใหญ่ โดยอ้างอิงจาก "วันของพระพรหม" (กัลป์) ดังนี้:
โครงสร้างเวลาจักรวาล
- 1 มหายุค : ประกอบด้วย 4 ยุคย่อย (สัตยยุค, เตรตายุค, ทวาปรยุค, กลียุค) รวมกันเท่ากับ 4,320,000 ปีสุริยคติ
- 1 มันวันตระ (मन्वन्तर): มีช่วงเวลาเท่ากับ 71 มหายุค
- 1 กัลป์ : เท่ากับ 1 วันของพระพรหม ซึ่งมี 14 มันวันตระ (บวกช่วงรอยต่อยุค) รวมเป็น 4,320,000,000 ปี (4.32 พันล้านปี)
ปัจจุบันโลกของเราอายุเท่าไหร่
ตามคัมภีร์ระบุว่า ปัจจุบันเราอยู่ในวันของพระพรหมชุดปัจจุบันที่ผ่านมาแล้ว 6 มันวันตระ และกำลังอยู่ในมนวันดรที่ 7 (ไววัสวตมันวันตระ) ซึ่งอยู่ในช่วงกลียุค
อายุโลก/จักรวาล ณ ปัจจุบันตามคัมภีร์ฮินดู: ผ่านพ้นมาแล้วประมาณ 1,972,949,127 ปี (ประมาณ 1.97 พันล้านปี)
การเปรียบเทียบเชิงวิยาศาสตร์: ตัวเลข 1.97 พันล้านปีนี้ ใกล้เคียงกับอายุของเปลือกโลกและการกำเนิดสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบนโลกตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างน่าทึ่ง ซึ่งปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าโลกของเรามีอายุประมาณ 4.54 พันล้านปี (4,540 ล้านปี) โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนประมาณ 50 ล้านปี นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบตัวเลขนี้โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ โดยการหาอายุด้วยวิธีเรดิโอเมตริก
4) อับทะ พละ वर्ष बल - วรรษะ พละ กำลังที่เกิดจากปี ดาวเคราะห์ผู้เป็นเจ้าแห่งปีที่ เจ้าชะตา ถือกำเนิด จะได้รับค่ากำลังเท่ากับ 15 ษัทฎิอัมศะ ในฐานะกำลังอับทะพละ หรือกำลังที่เกิดจากปี
5) มาสะ พละ मासाधिपति बल - มาสาธิปะติ พละ กำลังที่เกิดจากเดือน ดาวเคราะห์ผู้เป็นเจ้าแห่งเดือนเกิด จะได้รับค่ากำลังเท่ากับ 30 ษัทฎิอัมศะ ในฐานะกำลังมาสะพละ
6) วาระ พละ वार बल - กำลังที่เกิดจากวันในสัปดาห์ ดาวเคราะห์ผู้เป็นเจ้าแห่งวันเกิด จะได้รับค่ากำลังเท่ากับ 45 ษัทฎิอัมศะ ในฐานะกำลังวาระพละ
7) โหรา พละ होरा बल - กำลังที่เกิดจากชั่วโมง เนื่องจากในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง เราจึงทำการแบ่งระยะเวลาหนึ่งวันออกเป็น 24 ส่วน โดยในแต่ละโหรา หรือแต่ละชั่วโมงนั้น จะถูกปกครองโดยดาวเคราะห์ ที่เป็นดาวเคราะห์ผู้เป็นเจ้าโหรา หรือเจ้าแห่งชั่วโมงเกิดของ เจ้าชะตา จะได้รับค่ากำลังสูงสุดถึง 60 ษัทฎิอัมศะ ในฐานะกำลังโหราพละ
ชั่วโมง หรือ โหรา
หนึ่งชั่วโมงมีระยะจัดแบ่งเท่ากับ 15 องศา และในหนึ่งวันนั้นจะประกอบไปด้วย 24 ชั่วโมง หรือ 24 โหรา
ลำดับของวันในสัปดาห์
ลำดับของวันในสัปดาห์จะอยู่ภายใต้การปกครองของดาวเคราะห์เจ้าการตามลำดับดังต่อไปนี้: ดาวอาทิตย์ (วันอาทิตย์), ดาวจันทร์ (วันจันทร์), ดาวอังคาร (วันอังคาร), ดาวพุธ (วันพุธ), ดาวพฤหัสบดี (วันพฤหัสบดี), ดาวศุกร์ (วันศุกร์) และดาวเสาร์ (วันเสาร์)
การเรียงลำดับต่อเนื่องของ ดาวอาทิตย์, ดาวจันทร์, ดาวอังคาร, ดาวพุธ, ดาวพฤหัสบดี, ดาวศุกร์ และดาวเสาร์นี้ คือลำดับของวันในสัปดาห์ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ลำดับของวันเหล่านี้ล้วนมีที่มาและถูกกำหนดขึ้นจาก "ชั่วโมงแห่งดาวเคราะห์" หรือ กาละโหรา นั่นเองครับ!
กาละโหรา หรือ ชั่วโมงแห่งดาวเคราะห์
1.ชั่วโมงแห่งดาวเคราะห์ เกิดจากการแบ่งช่วงเวลาในแต่ละช่วงวัน (กลางวันและกลางคืน) ออกเป็น 12 ส่วน (นับจากเวลาที่พระอาทิตย์-ตก)
2.ดาวเคราะห์ผู้เป็นเจ้าแห่งวันในสัปดาห์นั้น จะทำหน้าที่เป็น เจ้าแห่งชั่วโมงแรก ของวัน (โดยเริ่มนับตั้งแต่เวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น)
3.ตั้งแต่เวลาที่ดวงอาทิตย์ตกดินเป็นต้นไป (เริ่มต้นช่วงเวลากลางคืน) ดาวเคราะห์ดวงที่ 5 นับจากดาวเจ้าแห่งวัน จะทำหน้าที่เป็นเจ้าแห่งชั่วโมงแรกของช่วงกลางคืน
4.สำหรับเจ้าแห่งชั่วโมงในลำดับถัดๆ ไป จะเป็น ดาวเคราะห์ดวงที่ 6 ตามการเรียงลำดับวันในสัปดาห์เสมอ ตัวอย่างเช่น หากชั่วโมงแรกเป็นดาวอาทิตย์ เจ้าแห่งชั่วโมงถัดไปคือดาวศุกร์ ซึ่งเป็นวันลำดับที่ 6 นับจากวันอาทิตย์นั่นเอง
การแบ่งช่วงวันออกเป็น 12 ส่วน จะได้ "ชั่วโมงแห่งดาวเคราะห์" หรือ "กาละโหรา"
ชั่วโมงแรกของวัน จะถูกปกครองโดยดาวเคราะห์เจ้าการแห่งวันนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ในวันศุกร์ ชั่วโมงแรกก็คือดาวศุกร์ และเมื่อถึงช่วงเย็นหรือย่ำค่ำ (ย่างเข้าสู่ช่วงเวลากลางคืน) ชั่วโมงแรกของช่วงกลางคืนจะตกเป็นของดาวเคราะห์ลำดับที่ 5 นับจากดาวเจ้าแห่งวันนั้น
ตัวอย่างเช่น ในวันอาทิตย์ ชั่วโมงแรก (ชั่วโมงที่ 1 ของช่วงกลางวัน) จะถูกปกครองโดยดาวอาทิตย์ สำหรับชั่วโมงแห่งดาวเคราะห์ในลำดับถัดไป (ชั่วโมงที่ 2) จะถูกปกครองโดยดาวเคราะห์ลำดับที่ 6 ตามการเรียงวันในสัปดาห์ นับจากวันอาทิตย์ (ซึ่งก็คือ วันศุกร์ - ดาวศุกร์) และชั่วโมงถัดๆ ไปก็จะไล่เรียงตามกฎนี้ไปเรื่อยๆ
ด้วยเหตุนี้ ลำดับของดาวเจ้าแห่งกาละโหราในแต่ละชั่วโมง จึงเรียงลำดับต่อเนื่องกันไปดังนี้: ดาวอาทิตย์, ดาวศุกร์, ดาวพุธ, ดาวจันทร์, ดาวเสาร์, ดาวพฤหัสบดี, และดาวอังคาร
จากลำดับที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เอง จึงเป็นที่มาของสูตรและกฎเกณฑ์ในการคำนวณหากาละโหรา ที่เรานำมาใช้งาน การเรียงลำดับดาวอาทิตย์ ศุกร์ พุธ จันทร์ เสาร์ พฤหัสบดี อังคาร นี้ ตรงกับลำดับยามหรือ "โฮรา" (Hora) ตามหลักโหราศาสตร์สากลพอดี ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้โบราณที่ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์
ดังนั้น ในแต่ละวัน ชั่วโมงแรกจะถูกปกครองโดยดาวเจ้าแห่งวัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในหนึ่งวันซึ่งมี 24 ชั่วโมงนั้น เมื่อ 21 ชั่วโมงผ่านพ้นไปตามการหมุนเวียนปกครองของชุดดาวเคราะห์ (รอบละ 7 ดวง รวม 3 รอบ = 21 ชั่วโมง) ชั่วโมงที่ 22, 23 และ 24 จะกลับมาถูกปกครองโดยดาวเคราะห์ผู้ปกครองชั่วโมงในลำดับที่ 1, 2 และ 3 ของรอบนั้นอีกครั้ง และเมื่อย่างเข้าสู่วันถัดไป ชั่วโมงแรกของวันใหม่ก็จะตกเป็นของดาวเคราะห์ในลำดับที่ 4 พอดี
ด้วยกลไกอันแยบยลจากการเรียงลำดับต่อเนื่องของ "กาละโหรา" นี้เอง ที่ทำให้เราได้มาซึ่งการเรียงลำดับวันในสัปดาห์ตามที่มนุษยชาติใช้งานกัน คือ วันอาทิตย์, วันจันทร์, วันอังคาร ฯลฯ อย่างเป็นระบบ ดาวเคราะห์ผู้ทำหน้าที่เป็นเจ้าแห่งชั่วโมง หรือ เจ้าแห่งกาละโหรานี้ จะได้รับค่ากำลังเต็ม 60 ษัทฎิอัมศะ
8) อายนะ พละ अयन बल - กำลังที่เกิดจากการโคจรปัดเหนือหรือปัดใต้
ดาวเคราะห์แต่ละดวงจะโคจรไปสถิตอยู่ในตำแหน่งทางซีกฟ้าทางเหนือ หรือไม่ก็ทางซีกฟ้าทางใต้ของเส้นศูนย์สูตรฟ้า (Celestial Equator) จากผลของตำแหน่งการโคจรทางดาราศาสตร์นี้เอง ดาวเคราะห์จึงได้รับกำลังที่เรียกว่า "อายนะ พละ" (อายัน) หรือกำลังที่เกิดจากการโคจรปัดเหนือปัดใต้ตามฤดูกาล การอธิบายที่มาของวันจันทร์-อาทิตย์ ผ่านหลักการของกาละโหรา เป็นการแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งของวิชาโหราศาสตร์ภารตะที่เชื่อมโยงกับดาราศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก
ระยะปัด
ดาวเคราะห์จะโคจรปัดไปทางทิศใต้หรือทิศเหนือจากเส้นศูนย์สูตรฟ้า (Celestial Equator) ระยะห่างเชิงมุม (Angular distance) ที่วัดจากเส้นศูนย์สูตรฟ้านี้ เรียกว่า "ระยะปัด" (Declination) หากดาวเคราะห์สถิตอยู่ในซีกฟ้าเหนือ (Northern Celestial Hemisphere) ค่าระยะปัดจะเป็นบวก (+) และหากอยู่ในซีกฟ้าใต้ ค่าระยะปัดจะเป็นลบ (-)
ในทางดาราศาสตร์ เดคลิเนชัน (Declination) หรือเรียกย่อว่า Dec (สัญลักษณ์ δ) คือพิกัดบนทรงกลมท้องฟ้า ทำหน้าที่เทียบเท่ากับ เส้นละติจูดบนโลก ใช้ระบุตำแหน่งเหนือ-ใต้ของวัตถุท้องฟ้า เช่น ดาวฤกษ์ หรือกาแล็กซี่ โดยวัดระยะเชิงมุมจากเส้นศูนย์สูตรฟ้า (Celestial Equator) ออกไปทางขั้วฟ้าทั้งสองด้าน
การบอกค่าเดคลิเนชันจะวัดเป็นหน่วยองศา มีหลักการดังนี้:
1.ค่า 0°: คือแนวเส้นศูนย์สูตรฟ้า (Celestial Equator)
2.ค่า +0° ถึง +90°: วัตถุที่อยู่บนซีกฟ้าเหนือ โดยที่ขั้วฟ้าเหนือมีค่า +90°
3.ค่า -0° ถึง -90°: วัตถุที่อยู่บนซีกฟ้าใต้ โดยที่ขั้วฟ้าใต้มีค่า -90°
ตัวอย่างการใช้งาน: ตำแหน่งวัตถุท้องฟ้าจะถูกจับคู่กับค่า ไรต์แอสเซนชัน (Right Ascension - RA) ซึ่งเทียบได้กับเส้นลองจิจูด เพื่อบอกพิกัดที่แม่นยำบนแผนที่ดาว เช่น ดาวเหนือ (Polaris) มีค่าเดคลิเนชันประมาณ +89° 15'
ในโหราศาสตร์ระบบนิรายนะ ในช่วง วสันตวิษุวัต (Vernal Equinox - จุดเริ่มต้นของราศีเมษ) หรือ ระยะปัดของดวงอาทิตย์จะมีค่าเป็นศูนย์ (0) และค่าไรต์แอสเซนชัน (Right Ascension - RA) โดยรวมของดวงอาทิตย์ก็จะเป็นศูนย์เช่นกัน
ในช่วง ครีษมายัน (Summer Solstice - จุดเริ่มต้นของราศีกรกฎ) หรือ ระยะปัดของดวงอาทิตย์จะอยู่ที่ +23 องศา 27 นาที และค่า RA โดยรวมจะอยู่ที่ 90 องศา
ในช่วง ศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox - จุดเริ่มต้นของราศีตุล) ระยะปัดของดวงอาทิตย์จะมีค่าเป็นศูนย์ (0) และค่า RA โดยรวมจะอยู่ที่ 180 องศา
ในช่วง เหมายัน (Winter Solstice - จุดเริ่มต้นของราศีมังกร) ระยะปัดของดวงอาทิตย์จะอยู่ที่ -23 องศา 27 นาที และค่า RA โดยรวมจะอยู่ที่ 270 องศา!
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ค่าระยะปัด (Declination) ของดวงอาทิตย์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากราศีเมษไปจนถึงราศีกรกฎ, จากนั้นจะลดลงจากราศีกรกฎไปจนถึงราศีตุล, แล้วจึงเพิ่มขึ้น (ในทิศทางลบ) จากราศีตุลไปจนถึงราศีมังกร, และในท้ายที่สุดจะลดลงจากราศีมังกรกลับมาสู่ราศีเมษตามลำดับวัฏจักร
--------------------------------------------
***ประกาศ***
อาศรมศรีจักรนารท โดย อ.ณภัทร ศรีจักรนารท (AstroNeemo) ได้เริ่มเปิดสอน"โหราศาสตร์ภารตะ"หรือ"โหราศาสตร์พระเวท" ฟรี!!! ทางออนไลน์แล้ว
1.กดติดตาม เพื่ออ่านบทความใหม่ๆ ผ่าน Facebook ของอาจารย์
2.รวมความรู้โหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18.html
3.รวมบทเรียนโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/vedic-astrology-lesson.html
3.TikTok : astroneemo
*******************************
สนใจดูดวงชะตาด้วย โหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) กับ อ.ณภัทร ศรีจักรนารท (AstroNeemo)
กรุณาคลิ๊กลิงก์นี้ครับ /services/reading-vedic-astrology.html
*******************************
บริการของเราด้วยโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ)
ดูฤกษ์ออกรถ ดูฤกษ์ยกเสาเอก ดูฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ดูฤกษ์เปิดกิจการใหม่ ดูฤกษ์จดทะเบียนบริษัท ดูฤกษ์แต่งงานพิธีไทย-ฤกษ์จดทะเบียนสมรส ดูฤกษ์เปลี่ยนชื่อ ดูฤกษ์ตั้งศาลพระภูมิ ดูฤกษ์เข้าทำงานใหม่ ดูฤกษ์ลาสิกขาบท ดูฤกษ์โกนผมไฟ ดูฤกษ์ผ่าคลอด ดูฤกษ์มงคลอื่นๆ
ดูฮวงจุ้ย-แก้ฮวงจุ้ย คำนวนดวงพิชัยสงคราม-เสริมดวง-แก้ดวง ดูดวงชะตาด้วยโหราศาสตร์พระเวท(โหรภารตะ)
*******************************






















