
บทเรียนโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) บทที่ 40 ษัฑพละ-วิธีคำนวณหากำลังของดาวเคราะห์ ตอนที่ 3
ดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากโหราศาสตร์ได้เลย บิดาแห่งโหราศาสตร์อินเดียคือ ท่านวราหะมิหิระ (Varaha Mihira - ราว ค.ศ. 500) ท่านไม่ได้เป็นเพียงปรมาจารย์ทางโหราศาสตร์เท่านั้น แต่ท่านยังเป็นทั้งนักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ผู้มีความสามารถเป็นเลิศอีกด้วย
สมการตรีโกณมิติ Sin^2 ( x ) + Cos^2 ( x ) = 1 ก็เป็นผลงานที่ได้รับการยกย่องว่ามาจากท่านปรมาจารย์ผู้นี้เช่นกัน (คำว่า ตรีโกณมิติ - Trigonometry มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตว่า "ตรีโกณมิติ" - त्रिकोणमिति และ เรขาคณิต - Geometry มีรากศัพท์มาจากคำว่า "ชยามิติ" - ज्यामिति)
ท่านได้ประพันธ์ผลงานชิ้นเอกเอาไว้มากมาย ทั้งในด้านดาราศาสตร์ อย่างคัมภีร์ "ปัญจสิทธานติกา" (Pancha Siddhantika) และในด้านโหราศาสตร์ อย่างคัมภีร์ "โหราศาสตรา" (Horasastra) หรือคัมภีร์พฤหัตชาตกะ
ในแวดวงดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ ท่านได้รับการยกย่องให้อยู่ในระดับเดียวกับนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอย่าง เคปเลอร์ (Kepler) และ ลาปลาส (Laplace) และมีเพียงอัจฉริยบุคคลชั้นยอดอย่าง ท่านอารยภัฏ (Aryabhata), ท่านพรหมคุปต์ (Brahmaguptha), ท่านภาสกร (Bhaskara), ท่านเซอร์ ไซมอน นิวคอมบ์ (Sir Simon Newcomb), บราวน์ (Brown) และ เลอเวอริเยร์ (Leverier) เท่านั้นที่พอจะมีความสามารถทัดเทียมกับท่านได้!
ท่านได้วางหลักการไว้ว่า การหาตำแหน่งองศา ของดาวเคราะห์นั้น สามารถคำนวณได้โดยผ่าน "วิธีการทางตรีโกณมิติ 3 ขั้นตอน" ซึ่งประกอบไปด้วย:
- มัณฑะกริยา : การแปลงพิกัดโดยมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง (Reduction to Heliocentric Coordinates)
- ปริณติกริยา : การแปลงพิกัดให้อยู่บนระนาบสุริยวิถี (Reduction to Ecliptic Coordinates)
- ศีฆระกริยา : การแปลงพิกัดโดยมีโลกเป็นศูนย์กลาง (Reduction to Geocentric Coordinates)
ท่านวราหะมิหิระถือเป็นปราชญ์ผู้ปราดเปรื่องที่สุดในบรรดา "นวรัตน์" หรือปราชญ์ทั้ง 9 แห่งราชสำนักของพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ดังที่มีคำกล่าวที่สรรเสริญท่านว่า "ขยาโต วราหะมิหิโร นฤปาเตระ สภายัม" ) แปลความว่า ท่านวราหะมิหิราได้รับพลังทางจิตวิญญาณอันมหาศาลจากการบำเพ็ญสมาธิขั้นสูง
นอกจากนี้ ท่านยังได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ "ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง" (Helio-centric Theory of Gravitation) โดยระบุว่าดาวเคราะห์ทุกดวงล้วนโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยอำนาจแห่งแรงดึงดูดทางดาราศาสตร์
ตามหลักฐานทางดาราศาสตร์อินเดียโบราณ ทฤษฎีระบบที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล (Heliocentrism) และการหมุนของโลก ได้รับการริเริ่มและอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมโดย ท่านอารยภัฏ (Aryabhata) ในขณะที่หลักการเรื่องแรงโน้มถ่วงนั้น ผู้ที่นิยามและอธิบายไว้อย่างชัดเจนในเชิงฟิสิกส์คือ ท่านพรหมคุปต์ และ ท่านภาสกรที่ 2 (Bhaskara II) ในยุคต่อมา
อย่างไรก็ตามผลงานต่างๆของท่านก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณูปการอันมหาศาลของท่านวราหะมิหิระ ในฐานะผู้รวบรวมและรักษาสุดยอดคัมภีร์ดาราศาสตร์โบราณอย่าง "สูรยสิทธานตะ" (Surya Siddhanta) ซึ่งบรรจุองค์ความรู้ล้ำลึกเรื่องระบบดวงดาวและแรงดึงดูดเหล่านี้เอาไว้ และยกย่องท่านในฐานะผู้ค้นพบองค์ความรู้และทฤษฎีใหม่ๆ และถือว่าท่านคือปรมาจารย์ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการสืบทอดองค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ท่านได้วางหลักการไว้ว่า ดาวเคราะห์ทั้งหลายล้วนโคจรไปตามวงโคจรรูปวงรี รอบดวงอาทิตย์ โดยดาวเคราะห์จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเมื่ออยู่ในตำแหน่ง ศีฆโรจน์ (จุดบนวงโคจรที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด) และจะเคลื่อนที่ช้าลงเมื่ออยู่ในตำแหน่ง มันโทจน์ (จุดบนวงโคจรที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุด)
นอกจากนี้ ท่านยังอธิบายด้วยว่า ในการคำนวนหาตำแหน่งองศาที่แท้จริงของดาวเคราะห์ จำเป็นที่จะต้องใช้ “ชยาสังสการ” หรือการปรับแก้ค่าทางตรีโกณมิติเพื่อคำนวณปรับทอนวงโคจรจากรูปวงกลมให้เป็นรูปวงรี และปรับแก้จากตำแหน่งระยะเฉลี่ย (Mean) ให้เป็นตำแหน่งระยะจริง (True)
ซึ่งหลักการทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์อันซับซ้อนทั้งหมดนี้ ท่านได้ค้นพบและวางรากฐานเอาไว้เนิ่นนานก่อนที่ โยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler) นักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกตะวันตกจะค้นพบเสียอีก!
กำลังที่เกิดจากเวลาทั้ง 9 ประการ (काल बल กาละพละ)
คำว่า "กาละ" หมายถึง เวลา ดังนั้น "กาละพละ" จึงหมายถึง กำลังที่เกิดจากเวลา หรือความเข้มแข็งของห้วงเวลา กำลังในส่วนนี้จะถูกคำนวณโดยพิจารณาจาก ปี, เดือน, วันในสัปดาห์, เวลา และปัจจัยด้านเวลาอื่นๆ ในขณะที่ เจ้าชะตา ถือกำเนิด
ความเข้มข้นอันหลากหลายของคลื่นพลังงาน จากดาวเคราะห์ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของฤดูกาล จะถูกนำมาพิจารณาประเมินค่าร่วมด้วย โดย กาละพละ นี้ จะประกอบไปด้วยกำลัง 9 ประเภท ดังต่อไปนี้:
- ทิวาราตรี พละनतोन्नत बल หรือ นะโตนนะตะ พะละ : กำลังที่เกิดจากกลางวันและกลางคืน
- ปักษะ พละ पक्ष बल : กำลังที่เกิดจากปักษ์ หรือ ข้างขึ้น-ข้างแรม
- ตรีภาค พละत्रिभाग बल : กำลัง 60 องศา หรือ กำลังที่เกิดจากการแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 ส่วน
- อับทะ พละ वर्ष बल : กำลังที่เกิดจากปี หรือ เจ้าแห่งปี
- มาสะ พละ मास बल : กำลังที่เกิดจากเดือน หรือ เจ้าแห่งเดือน
- วาระ พละ वार बल : กำลังที่เกิดจากวันในสัปดาห์ หรือ เจ้าแห่งวัน
- โหรา พละ होरा बल : กำลังที่เกิดจากชั่วโมง หรือ เจ้าแห่งโหรา
- อายนะ พละ अयन बल : กำลังที่เกิดจากการโคจรปัดเหนือปัดใต้ของดวงอาทิตย์
- ยุทธ พละ युद्ध बल : กำลังที่เกิดจากสงครามดาวเคราะห์
1) ทิวาราตรี พละ - กำลังที่เกิดจากกลางวันและกลางคืน
นี่คือกำลังของดาวเคราะห์ที่เกิดจากอิทธิพลของเวลากลางวันหรือเวลากลางคืน ซึ่งรู้จักกันในนาม "ทิวาราตรี พละ" โดยประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ กำลังในเวลากลางวัน (ทิวาพละ) และกำลังในเวลากลางคืน (ราตรีพละ)
ดาวเคราะห์ที่ทรงพลังในเวลากลางคืน : ได้แก่ ดาวจันทร์, ดาวเสาร์ และดาวอังคาร ดาวกลุ่มนี้จะทรงพลังอำนาจสูงสุดในเวลาเที่ยงคืน และจะอ่อนแอไร้กำลังเมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน โดยดาวเคราะห์เหล่านี้จะได้รับค่ากำลังทิวาราตรีพละสูงสุดถึง 60 ษัทฎิอัมศะ ในช่วงเวลาเที่ยงคืน
ดาวเคราะห์ที่ทรงพลังในเวลากลางวัน : ในทางตรงกันข้าม ดาวอาทิตย์, ดาวพฤหัสบดี และดาวศุกร์ จะทรงพลังอำนาจสูงสุดในเวลาเที่ยงวัน และจะอ่อนแอไร้กำลังในเวลากลางคืน โดยดาวเคราะห์กลุ่มนี้จะได้รับค่ากำลังทิวาราตรีพละเต็ม 60 ษัทฎิอัมศะ ในช่วงเวลาเที่ยงวัน
ดาวเคราะห์ที่ทรงพลังอยู่เสมอ: สำหรับ ดาวพุธ นั้น ถือเป็นดาวที่ทรงพลังอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ดังนั้นดาวพุธจึงได้รับค่ากำลังเต็ม 60 ษัทฎิอัมศะ อยู่ตลอดเวลาโดยไม่ขึ้นกับอิทธิพลของช่วงเวลา
เที่ยงวันและเที่ยงคืน
ในขณะที่เวลาเที่ยงวัน ถูกกำหนดให้เป็นเวลาเที่ยงท้องถิ่นปานกลาง (LMN - Local Mean Noon) บรรดามหาฤๅษีได้ให้คำแนะนำไว้ว่า หากเวลาเกิดของ เจ้าชะตา ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบเวลาท้องถิ่นปานกลาง (LMT - Local Mean Time) จะต้องทำการแปลงค่าให้เป็นเวลาท้องถิ่นจริง (LAT - Local Apparent Time) เสียก่อน โดยใช้สมการปรับแก้เวลา (Equation of Time) ส่วนเวลาเที่ยงคืนนั้น คือช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์โคจรไปอยู่ที่จุดเมริเดียนล่าง (Lower Meridian) ของสถานที่เกิด ซึ่งจะนับเป็นเวลา 12 นาฬิกา (เที่ยงคืน) พอดี
สมการสำหรับทิวาราตรี พละ
หนึ่งวันมี 360 องศา และช่วงระยะห่างระหว่างเวลาเที่ยงวันถึงเที่ยงคืน (หรือเที่ยงคืนถึงเที่ยงวัน) จะมีค่าเท่ากับ 180 องศา เวลา LMT ควรจะถูกแปลงเป็น LAT (เวลาถิ่นจริง) โดยการประยุกต์ใช้สมการปรับแก้เวลา จากนั้นให้แปลงเวลาเกิด (โดยนับจากเที่ยงคืน) ให้เป็นองศา โดยใช้อัตราส่วน 1 ชั่วโมงเท่ากับ 15 องศา และให้ใช้กฎเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (หากเวลาเกิดที่แปลงเป็นองศาแล้วมีค่าเกิน 180 องศา ให้นำไปลบออกจาก 360 องศาเสียก่อน)
ทิวาพละ สำหรับดาวอาทิตย์, ดาวพฤหัสบดี และดาวศุกร์:
ทิวาพละ= เวลาเกิดในหน่วยองศา/3
ราตรีพละ สำหรับดาวเสาร์, ดาวจันทร์ และดาวอังคาร:
ราตรีพละ} = เวลาเกิดในหน่วยองศา/3
(ผลลัพธ์ที่ได้จากสมการเหล่านี้จะมีหน่วยเป็น ษัทฎิอัมศะหรือวิรูปะ)
2) ปักษะ พละ - กำลังที่เกิดจากปักษ์
ระยะเวลา 15 วันประกอบกันเป็นหนึ่งปักษ์ ดังนั้น 1 ปักษ์ จึงเท่ากับ 15 ดิถีจันทร์ (Lunar Days) เมื่อดวงจันทร์อยู่ในช่วงข้างขึ้น จะเรียกว่า "ศุกลปักษ์" (ปักษ์ที่สว่าง) และเมื่อดวงจันทร์อยู่ในช่วงข้างแรม จะเรียกว่า "กฤษณปักษ์" (ปักษ์ที่มืด) ในช่วงกฤษณปักษ์(ข้างแรม) ดาวเคราะห์กลุ่มบาปเคราะห์ จะทรงพลังอำนาจ และในทางกลับกัน ในช่วงศุกลปักษ์ (ข้างขึ้น) ดาวเคราะห์กลุ่มศุภเคราะห์ (Benefics) จะเป็นฝ่ายทรงพลัง!
สมการปรับแก้เวลา (The Equation of Time)
สมการปรับแก้เวลา = เวลาท้องถิ่นจริง หรือ เวลาปรากฏ (Apparent Time) - เวลาถิ่นปานกลาง (Mean Time)
ปัจจัยหลัก 2 ประการที่เป็นตัวกำหนดสมการปรับแก้เวลานี้ คือ ความเอียงของระนาบสุริยวิถี (Obliquity of the Ecliptic) ที่ 23.45 องศา และความรีของวงโคจรโลก (Earth's Orbital Eccentricity) ที่ (0.0167) ซึ่งปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายให้เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดผ่านแผนภาพ "อนาเลมมา" (Analemma) หรือเส้นทางโคจรดวงอาทิตย์รูปเลข 8 บนท้องฟ้านั่นเอง!
โลกของเราจะเคลื่อนที่เร็วที่สุดเมื่อโคจรมาอยู่ที่จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด หรือ เปริฮีเลียน (Perihelion - ประมาณวันที่ 3 มกราคม) และจะเคลื่อนที่ช้าที่สุดเมื่ออยู่ที่จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด หรือ อะฟีเลียน (Aphelion - ประมาณวันที่ 3 กรกฎาคม) โดยแอมพลิจูด (Amplitude) ของสมการปรับแก้เวลาจะมีค่าเท่ากับ 9.87 นาที
สูตรคณิตศาสตร์สำหรับการคำนวณสมการปรับแก้เวลาคือ:
E = 9.87 Sin ( 2 B ) - 7.53 Cos (B ) - 1.5 Sin ( B) ( โดยที่ E มีค่าผลลัพธ์เป็นนาที)
ซึ่งค่า B สามารถคำนวณได้จาก:
B = 360องศา( N - 81 )/ 364 (โดย N คือลำดับของวันในรอบปีปฏิทิน)
การสอดแทรกความรู้เรื่องสมการปรับแก้เวลา (Equation of Time) และกลศาสตร์ท้องฟ้าเข้ามาในบทเรียนนี้ จะช่วยให้ผู้ศึกษามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ที่ผสมผสานกันได้อย่างแยกไม่ออก
ดาวบาปเคราะห์และดาวศุภเคราะห์ตามธรรมชาติ
ปาปะ หรือ ดาวบาปเคราะห์ตามธรรมชาติ: ได้แก่ ดาวอาทิตย์, ดาวอังคาร, ดาวเสาร์ และดาวพุธที่ถูกเบียน (สถิตร่วมหรือได้รับอิทธิพลจากดาวบาปเคราะห์)
ศุภะ หรือ ดาวศุภเคราะห์ตามธรรมชาติ: ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี, ดาวศุกร์ และดาวพุธที่ได้รับการส่งเสริม (สถิตร่วมหรือได้รับอิทธิพลจากดาวศุภเคราะห์)
สำหรับ ดาวจันทร์ นั้น ดาวจันทร์ในช่วงข้างขึ้น จะถือว่าเป็นดาวศุภเคราะห์ และดาวจันทร์ในช่วงข้างแรมจะถือว่าเป็นดาวบาปเคราะห์
**หมายเหตุ ดาวจันทร์จะทำหน้าที่เป็นดาวศุภเคราะห์นับตั้งแต่วันขึ้น 8 ค่ำ ไปจนถึงวันแรม 8 ค่ำ ของเดือนทางจันทรคติ และจะกลายเป็นดาวบาปเคราะห์ในวันอื่นๆ ที่เหลือนอกเหนือจากช่วงเวลาดังกล่าว
ในส่วนของการพิจารณากำลังนั้น ดาวบาปเคราะห์ จะได้รับกำลัง ปักษะ พละ จะเพิ่มมากขึ้นในช่วงกึ่งเดือนมืด (ข้างแรม) คือช่วงที่ดาวจันทร์อ่อนแสงคือ แรม 9 ค่ำถึงขึ้น 7 ค่ำ
กฎเกณฑ์เรื่องสถานะของดาวจันทร์และดาวพุธที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปมาได้ระหว่างศุภเคราะห์และบาปเคราะห์ ถือเป็นเคล็ดลับที่สำคัญมากในการประเมินดวงชะตา
กึ่งเดือนมืดและกึ่งเดือนสว่าง
เพื่อตรวจสอบว่า เจ้าชะตา ถือกำเนิดขึ้นในช่วงกึ่งเดือนมืด (ข้างแรม) หรือกึ่งเดือนสว่าง (ข้างขึ้น) ให้นำตำแหน่งองศาของดาวอาทิตย์ ไปลบออกจากตำแหน่งองศาของดาวจันทร์ หากผลต่างที่ได้มีค่า น้อยกว่า 180 องศา (< 180°) ถือว่ากำเนิดใน ช่วงกึ่งเดือนสว่าง หรือ ศุกลปักษ์ หากผลต่างที่ได้มีค่า มากกว่า 180 องศา (> 180°) ถือว่ากำเนิดใน ช่วงกึ่งเดือนมืด หรือ กฤษณปักษ์
สมการสำหรับปักษะ พละ
การคำนวณหากำลังปักษะพละ จะใช้สมการดังต่อไปนี้:
ปักษะพละ สำหรับกลุ่มดาวศุภเคราะห์ :ปักษะพละ = องศาดาวจันทร์ - องศาดาวอาทิตย์/3
ปักษะพละ สำหรับกลุ่มดาวบาปเคราะห์ :ปักษะพละ= 60 - ปักษะพละของดาวศุภเคราะห์
(ผลลัพธ์ที่ได้จากทั้งสองสมการนี้ จะมีหน่วยเป็น ษัทฎิอัมศะ)
กฎพิเศษสำหรับดาวจันทร์: สำหรับค่าปักษะพละของดาวจันทร์นั้น จะต้องนำผลลัพธ์ที่คำนวณได้มา ต้องเพิ่มค่าเป็นสองเท่า (คูณ 2) เสมอ กฎการนำไปคูณสองของดาวจันทร์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของดิถีจันทร์ที่มีต่อพละกำลังของดวงดาวอย่างชัดเจนเลย
3) สมการสำหรับ ตรีภาค พละ
ให้ทำการแบ่งช่วงเวลากลางวัน (อหะ) และเวลากลางคืน (ราตรี) ออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน (180 / 3 = 60 องศา) โดยระยะ 60 องศานี้จะถูกเรียกว่า 1 "ตรีภาค"
ดาวที่ปกครองตรีภาคในเวลากลางวัน: ได้แก่ ดาวพุธ, ดาวอาทิตย์ และดาวเสาร์
ดาวที่ปกครองตรีภาคในเวลากลางคืน: ได้แก่ ดาวจันทร์, ดาวศุกร์ และดาวอังคาร
วิธีการคำนวณ: ให้ตรวจสอบดูว่า เจ้าชะตา ถือกำเนิดขึ้นในช่วงตรีภาคใด จากนั้นให้กำหนดค่ากำลัง 60 ษัทฎิอัมศะ แก่ดาวเคราะห์ที่ปกครองช่วงตรีภาคที่เกิดนั้น ยกเว้นดาวพฤหัสบดีเป็นดาวที่จะได้รับกำลัง 60 ษัทฎิอัมศะ ในตลอดทั้งตรีภาคเสมอ
ดังนั้น ในการประเมินกำลังส่วนนี้ จะมีดาวเคราะห์เพียง 2 ดวงเท่านั้นที่จะได้รับค่ากำลังตรีภาคพละเต็ม 60 ษัทฎิอัมศะ
ด้วยเหตุผลจากสมการและกฎเกณฑ์อันซับซ้อนทั้งหมดนี้ เราจึงพบว่า โหราศาสตร์ภาคคำนวณ นั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินกว่าที่เราจะทำความเข้าใจได้
--------------------------------------------
***ประกาศ***
อาศรมศรีจักรนารท โดย อ.ณภัทร ศรีจักรนารท (AstroNeemo) ได้เริ่มเปิดสอน"โหราศาสตร์ภารตะ"หรือ"โหราศาสตร์พระเวท" ฟรี!!! ทางออนไลน์แล้ว
1.กดติดตาม เพื่ออ่านบทความใหม่ๆ ผ่าน Facebook ของอาจารย์
2.รวมความรู้โหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18.html
3.รวมบทเรียนโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/vedic-astrology-lesson.html
3.TikTok : astroneemo
*******************************
สนใจดูดวงชะตาด้วย โหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) กับ อ.ณภัทร ศรีจักรนารท (AstroNeemo)
กรุณาคลิ๊กลิงก์นี้ครับ /services/reading-vedic-astrology.html
*******************************
บริการของเราด้วยโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ)
ดูฤกษ์ออกรถ ดูฤกษ์ยกเสาเอก ดูฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ดูฤกษ์เปิดกิจการใหม่ ดูฤกษ์จดทะเบียนบริษัท ดูฤกษ์แต่งงานพิธีไทย-ฤกษ์จดทะเบียนสมรส ดูฤกษ์เปลี่ยนชื่อ ดูฤกษ์ตั้งศาลพระภูมิ ดูฤกษ์เข้าทำงานใหม่ ดูฤกษ์ลาสิกขาบท ดูฤกษ์โกนผมไฟ ดูฤกษ์ผ่าคลอด ดูฤกษ์มงคลอื่นๆ
ดูฮวงจุ้ย-แก้ฮวงจุ้ย คำนวนดวงพิชัยสงคราม-เสริมดวง-แก้ดวง ดูดวงชะตาด้วยโหราศาสตร์พระเวท(โหรภารตะ)
*******************************






















