fbpx

ฤกษ์มงคลชั้นสูง ฤกษ์แต่งงานไทย-จีน จดทะเบียนสมรส ฤกษ์ยกเสาเอก ฤกษ์เข้าบ้านใหม่ ฤกษ์ลาสิกขา ฤกษ์ออกรถ ฤกษ์เปลี่ยนชื่อ ฤกษ์เปิดร้าน ฤกษ์จดทะเบียนบริษัท ฤกษ์ตั้งศาล ฤกษ์โกนผมไฟ ฤกษ์ผ่าคลอด ฤกษ์เข้าทำงานใหม่ คำนวนดวงพิชัยสงคราม ดูฮวงจุ้ย ปรับและแก้ฮวงจุ้ย แก้ไขอุปสรรค เสริมโชคลาภ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line @astroneemo

Naga Panchami

วันนาค ปัญมี ตรงกับศุกละปักษ์ ปัญจมี (ขึ้น 5ค่ำ) ในช่วงเดือนศรวณะ  หรือประมาณเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมในปฏิทินสากล สตรีชาวฮินดูจะทำการบูชานมัสการนาค หรืองู โดยถวายนมให้กับงูในวันนี้ และอธิษฐานให้น้องชายสุขภาพดีและครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับบางท้องถิ่นเช่นในรัฐอานธรประเทศ ถือพรตอดอาหารในวันนาค จตุรถี หรือ 1วันก่อนถึงวันนาคปัญจมี ในรัฐทมิฬนาฑู จะมีการเฉลิมฉลองยาวนานถึง 6 วัน

คาถาบูชางู ในวันนาค ปัญมี

มีตำนานมากมายในตำนานเทพเจ้าฮินดูและนิทานพื้นบ้านที่เล่าถึงความสำคัญของการบูชางู ในวันนาค ปัญจมี งูเห่าและงูชนิดอื่นๆก็จะได้รับการเซ่นสังเวย โดยมีนมสด ขนม ดอกไม้ และการอารตีหรือบูชาไฟ ต่อหน้าเทวรูปของเทพแห่งนาคที่หล่อด้วยเงิน แกะด้วยหิน ไม้หรือภาพวาดบนผนัง จากนั้นก็ราดด้วยน้ำก่อนและตามด้วยน้ำนมโคสด และทำการบูชานมัสการด้วยการท่องบทสวดดังต่อไปนี้

नाग प्रीता भवन्ति शान्तिमाप्नोति बिअ विबोह्  सशन्ति लोक मा साध्य मोदते सस्थित समः

นาคะ ปรีตา ภะวันติ ศานติมาปโนติ พิอะ วิโพห  สะศันติ โลกะ มา สาธยะ โมทะเต สัสถิตะ สะมะห์

ให้ทุกคนจงได้รับพรจากพระนาคาและนาคี ขอให้ทุกคนได้รับสันติสุข ขอประสาทพรให้ทุกคนอยู่อย่างสงบสุขและปราศจากทุกข์ทั้งปวง

 

นิทานพื้นบ้านเกี่ยวกับงู

นอกจากพระคัมภีร์ปุราณะที่พูดถึงเกี่ยวกับงูและเทศกาลแล้ว ก็ยังมีนิทานพื้นบ้านมากมาย ตัวอย่าง เช่นมีชาวนาที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน เขามีลูกสาว 1คนและลูกชายสองคนและหนึ่งในนั้นเป็นคนฆ่างูสามตัวในระหว่างการไถนา แม่ของงูจึงแก้แค้นในคืนเดียวกันโดยการกัดชาวนาและภรรยาพร้อมทั้งลูกชายสองคนจนตายทั้งหมด ในวันต่อมาลูกสาวที่รอดชีวิตเพียงคนเดียวของชาวนา โศกเศร้าและสิ้นหวังจากการตายของพ่อแม่และพี่น้องของเธอ

จากนั้นเธอจึงเดินทางไปขอร้องแม่งูพร้อมกับถวายนมหนึ่งถ้วยเพื่อขอขมาและยกโทษให้ แม่งูจึงยอมให้อภัยและคืนชีวิตของพ่อแม่และพี่น้องของเธอให้ฟื้นขึ้นมา ทำให้เธอยินดีเป็นอย่างมาก ที่ได้รับการอภัยโทษจากแม่งู และทำให้ชาวนาและครอบครัวให้กลับมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

ในนิทานพื้นบ้าน งูยังหมายถึงฤดูฝน – วัสสานฤดู ในภาษาสันสกฤต และงูก็ยังหมายถึงเป็นเทพเจ้าแห่งบ่อน้ำและแม่น้ำ และได้รับการกล่าวขานว่างูเป็นศูนย์รวมของแหล่งน้ำทั้งหลาย ชาวฮินดูมีความเชื่อกันว่างูมีพลังมากกว่ามนุษย์และเพราะงูมีความสัมพันธ์กับพระอิศวร พระวิษณุและ พระขันธกุมาร ทำให้เกิดความกลังเกรง และทำการบูชางูเห่าและงูต่างๆทั่วประเทศอินเดีย  


งูในโหราศาสตร์พระเวท


นาคมีความหมายแฝงอีกอย่างก็คือเป็นจุดตัดของอาทิตย์กับจันทร์ที่รู้จักในโหราศาสตร์ฮินดู จุดตัดทางด้านเหนือ Noth Node หัวของงูนั้นเป็นตัวแทนของราหู ("หัวนาค") และหางของมันด้วย South node เกตุ ("หางนาค") ถ้าในพื้นดวงชาตาของบุคคลใดมีดาวเคราะห์ทั้ 7 ถูกล้อมรอบระหว่างราหูและเกตุ ในลำดับย้อนจักร (ทวนเข็มนาฬิกา) ซึ่งในโหราศาสตร์ภารตะถือว่าเป็นโทษร้ายแรงในดวงชาตา ที่เรียกว่า กาฬ สารปะ โทษ    (อสรพิษแห่งความตาย)  ซึ่งทำให้เจ้าชาตาโชคร้ายและต้องเผชิญกับความยากลำบากตลอดชีวิต  เคล็ดสำหรับการล้างโทษร้ายในดวงชาตานี้ จะบรรเทาลงด้วยการถวายบูชางูด้วยนมโคสดใน วันนาค ปัญจมี

 

pri 45127209

 

‘นาค’ ในสายธารอารยธรรมอินเดีย

โดย: อ.กิตติพงศ์ บุญเกิด และ นายชัชวาลย์ จันทร์อดิศรชัย


บทความในคอลัมน์พินิจอินเดียฉบับนี้(ผู้จัดการออนไลน์) มีความพิเศษอีกครั้ง ด้วยมีนายชัชวาลย์ จันทร์อดิศรชัย นิสิตปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเป็นนักเขียนรับเชิญร่วมกับผู้เขียนประจำ ด้วยมีจุดประสงค์ที่คณาจารย์ทีมอินเดีย จุฬาฯ ต้องการสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานคุณภาพของนิสิตที่ตั้งใจศึกษาค้นคว้าเรื่องอินเดีย ให้ได้เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน บทความมีเนื้อหาดังนี้

งู ในภาษาสันสกฤตมีใช้อยู่มากมาย เช่น อุรคะ สรปะ ภุชังคะ แต่คำที่พบบ่อยมากคือคำว่า ‘นาคะ’ หรือ ‘นาคี’ ในเพศหญิง ผู้เขียนพบว่ามักใช้ ‘นาคะ’ เมื่อต้องการแสดงความหมายถึงงูที่มีชาติสูง รวมถึงอมนุษย์ชนิดหนึ่งที่บุญญาธิการ และมีภาวะแห่งเทพ

นาคะ หรือนาค นอกจากหมายถึงงูแล้ว ในวรรณกรรมทางพุทธศาสนายังหมายถึงช้างสำคัญ เช่น ‘ปัจจยนาเคนทร์’ ในมหาเวสสันดรชาดก และหมายถึงบุคคลผู้ประเสริฐด้วย อย่างไรก็ตามในบทความนี้เมื่อใช้คำว่า นาค ย่อมหมายถึงงูสามัญทั่วไป หากกล่าวถึงนาคที่มีภาวะแห่งเทพจะใช้คำว่า ‘นาคราช’

อาทิบรรพในมหาภารตะกล่าวถึงกำเนิดของนาค และความขัดแย้งระหว่างครุฑกับนาคไว้ว่า เทพฤษีกัศยปะมีภรรยามาก ในบรรดาภรรยาเหล่านั้นมีสองนางนามว่ากัทรุ และวินตา นางกัทรุได้ให้กำเนิดบุตรเป็นไข่จำนวน ๑,๐๐๐ ฟอง และฟักออกมาเป็นงูทั้งสิ้น ส่วนนางวินตาคลอดเป็นไข่ ๒ ฟอง นางอดใจรอไข่ฟักไม่ไหวจึงแกะเปลือกไข่ฟองแรกออกก่อนกำหนด ปรากฏเป็นเทพบุตรรูปงามนามว่า ‘อรุณ’ แต่กำเนิดมามีร่างไม่สมประกอบ ด้วยความโกรธจึงสาปมารดาตนเองให้กลายเป็นทาสของนางกัทรุเสีย จะเป็นไทได้ก็ต่อเมื่อน้องของตนที่ยังอยู่ในฟองไข่จะช่วยเหลือแก้ไขจึงสำเร็จ จากนั้นอรุณก็ไปอยู่ร่วมกับพระสุริยเทพ ส่วนไข่อีกฟองนั้นได้ฟักออกมาเป็นครุฑ ต่อมาเมื่อนางวินตาแพ้พนันจึงต้องตกเป็นทาสนางกัทรุเป็นเวลา ๕๐๐ ปี ครั้นครุฑนำน้ำอมฤตมาให้แก่พวกนาคตามสัญญาแล้วจึงไถ่นางวินตาเป็นไท

Ee7318341c2332d1105e670e057701e0

ในมหาภารตะยังกล่าวถึงนาคที่มีความสำคัญอีก ๔ ตนได้แก่ เศษะ วาสุกี ไอราวัต และตักษกะ  ในที่นี้จะกล่าวถึงเพียงนาคราช ๒ ตนเท่านั้น คือเศษนาคราช และวาสุกีนาคราช

เศษนาคราชมีเศียรนับพันเศียร เศษะ แปลว่า เหลือ ได้นามนี้เนื่องจากเมื่อโลกแตกสลายลงในปลายกัลป์ เศษนาคราชจะไม่ถูกทำลายไปด้วย เศษนาคราชยังมีชื่ออื่นอีกเช่น อาทิ เศษะ มีความหมายว่า กำเนิดขึ้นเป็นนาคตนแรก อนันตเศษะ มีความหมายว่า มีกายใหญ่โตไม่มีที่สิ้นสุด คัมภีร์ปุราณะกล่าวถึงขนาดตัวว่า เศษนาคราชสามารถโอบทั้งจักรวาลไว้ภายในพังพานของตนได้ และอาทิบรรพในมหาภารตะยังมีเรื่องราวอีกว่า พระพรหมได้ขอให้เศษนาคราชหนุนแผ่นดินไว้ให้มั่นคง เศษนาคราชจึงมุดลงบาดาลเพื่อหนุนโลกไว้ และถือการบำเพ็ญตบะอย่างหนึ่งคือทุกปากนั้นจะพร่ำสรรเสริญพระเกียรติของพระวิษณุตลอดเวลา หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของเศษนาคราชก็คือการทอดตนเป็นแท่นบรรทมของพระวิษณุกลางเกษียรสมุทร ดังมีชื่อเรียกปางนี้ว่า ‘อนันตสยนะ’ การที่พระวิษณุบรรทมบนแท่นเศษนาคราชโดยมีพระลักษมีประทับปลายแท่นคอยเฝ้าปรนนิบัตินั้นสอดคล้องกับคติที่เศษนาคราชสามารถหนุนรับแผ่นดินทั้งสิ้นได้ กล่าวคือโลกใบนี้ย่อมตั้งอยู่บนตัวเศษนาคราชตนนั้นนั่นเอง จึงอาจสรุปได้ว่า ความยิ่งใหญ่ของพระวิษณุผู้เป็นจอมเทพได้สะท้อนออกมาผ่านมโนทัศน์ ‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ คือพระวิษณุบรรทมเหนือบัลลังก์เศษนาคราช พระวิษณุคือโลก และโลกก็คือพระวิษณุนั่นเอง

ในคติของฮินดูสายไวษณพนิกายยังปรากฏบทบาทของเศษนาคราชคู่กับพระวิษณุในการปราบอธรรมในรามายณะ เมื่อพระวิษณุอวตารลงมาเป็นพระราม เศษนาคราชได้ตามลงมากำเนิดเป็นพระลักษมณ์ พระอนุชาร่วมพระบิดาเดียวกัน ร่วมออกบวช และเดินทางรอนแรมในป่าเป็นเวลาหลายปีจนกระทั่งได้ปราบอสูรราวณะหรือทศกัณฐ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ของไทย ส่วนในมหาภารตะคราวที่พระวิษณุอวตารมาเป็นกฤษณะ เศษนาคราชได้กำเนิดเป็นพลราม พระเชษฐาของพระกฤษณะด้วย

สำหรับวาสุกีนาคราช ผู้เป็นน้องของเศษนาคราชนั้น มีลักษณะพิเศษคือมี ‘นาคมณี’ ประดับอยู่บนศีรษะ นาคราชตนนี้เป็นมาลาสวมพระศอของพระศิวะ เพื่อแสดงว่าพระศิวะเป็นผู้ไม่กลัวสิ่งใด ๆ

บทบาทที่สำคัญของวาสุกีนาคราชนั่นคือในตอนกวนเกษียรสมุทร ในคัมภีร์ปุราณะระบุว่าเทวดาและอสูรร่วมกันกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้รับน้ำอมฤต วาสุกีนาคราชจึงพันตนรอบภูเขามันทระที่นำมาเป็นไม้กวน ในระหว่างนั้นเองวาสุกีนาคราชได้คายพิษชื่อว่า ‘หลาหล’ ออกมา พิษนี้มีอันตรายรุนแรงมากต่อสรรพสัตว์แม้แต่เทวดาเอง พระศิวะจึงกลืนพิษทั้งหมดแล้วกักไว้ในพระศอ พระนางปารวตียังช่วยจับพระศอของพระศิวะไว้อีกทีเพื่อป้องกันไม่ให้พระองค์สำรอกควันออกมา ด้วยพิษนี้เองที่ทำให้พระศอของพระศิวะกลายเป็นสีดำ จึงมีอีกพระนามหนึ่งว่า นีลกัณฐ์ แปลว่าคอสีดำ


ในปัจจุบันยังมีเทศกาลหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับงูอยู่ นั่นคือเทศกาลนาคปัญจมี จัดขึ้นในวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือนศราวณะในระบบปฏิทินจันทรคติฮินดู ซึ่งตกอยู่ในราวเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ความเป็นมาของพิธีนี้ปรากฏในมหาภารตะว่า พระเจ้าชนเมเชยะ โอรสของพระเจ้าปริกษิตแห่งราชวงศ์กุรุจัดพิธีสรัปสัตระ หรือพิธีบูชายัญด้วยงู หรือพิธีทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของงูทั่วทั้งโลก เพื่อแก้แค้นที่บิดาของตนถูกตักษกนาคราชกัดสิ้นพระชนม์ พิธีกรรมนี้มีพลานุภาพรุนแรงมาก ทำให้งูทั่วโลกพากันตกลงไปในกองไฟ ต่อมาเมื่อพราหมณ์ผู้ทำพิธีได้รู้ว่าตักษกนาคราชรอดพ้นไปได้ด้วยมีพระอินทร์ช่วยเอาไว้ จึงท่องมนต์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น นาคราชจึงพยายามพันตัวพระอินทร์ให้แน่นแต่ก็ไม่อาจทานกำลังมนต์ได้ ในที่สุดก็ตกลงไปในกองไฟพร้อมกับพระอินทร์ เทวีมนสา น้องสาวของวาสุกีนาคราชส่งอัสติกะ บุตรชายของตนไปขอร้องให้ยุติพิธีเสีย พระเจ้าชนเมเชยะ ราชาผู้ไม่เคยละเว้นการให้ทานแก่พราหมณ์ที่มาขอ พระองค์จึงยอมให้ยุติพิธี ทำให้นาคราช พระอินทร์และงูอื่น ๆ มีชีวิตรอด ด้วยเหตุนี้พระอินทร์จึงบูชานางมนสาเทวีทุกๆ วันขึ้น ๕ ค่ำเดือนศราวณะ คือวันนาคปัญจมี อันเป็นวันที่เลิกพิธียัญดังกล่าว

บางแห่งกล่าวว่าเทศกาลนาคปัญจมี เป็นการบูชาเพื่อฉลองชัยชนะของพระกฤษณะที่มีต่อพญานาคกาลิยะ ดังตำนานว่า พระกฤษณะเมื่อครั้งยังเยาว์ได้เล่นซุกซนกับเด็กเลี้ยงวัวคนอื่น ๆ ใกล้แม่น้ำยมุนา เมื่อลูกคลีขึ้นไปติดบนกิ่งไม้สูงบนฝั่งแม่น้ำ พระกฤษณะอาสาปีนขึ้นไปเอาลงมา บริเวณใต้น้ำนั้นเองที่นาคกาลิยะอาศัยอยู่ พระกฤษณะพลัดตกจากต้นไม้ลงไปในแม่น้ำทำให้นาคกาลิยะโกรธ แต่พระกฤษณะกลับกระโดดขึ้นไปอยู่เหนือศีรษะของนาคกาลิยะ และปราบนาคนั้นได้ เมื่อนาคกาลิยะได้ขอขมาต่อพระองค์ พระกฤษณะก็ให้อภัย บางแห่งกล่าวว่าพระกฤษณะสังหารนาคกาลิยะเสีย

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่ามีชาวนาผู้หนึ่งไถนาในวันขึ้น ๕ ค่ำเดือนศราวณะ ด้วยความประมาทจึงไถคร่าชีวิตลูกงูบางตัวตายไป แม่ของงูจึงตามมาแก้แค้นโดยตามไล่กัดทุกคนในครอบครัวให้ตาย ครั้นตามไปถึงลูกสาวของชาวนาซึ่งกำลังประกอบพิธีบูชานาคอยู่ โดยตั้งจอกนมเอาไว้ แม่งูดื่มนมในจอกนั้นแล้วก็คลายความโกรธลงไป และมอบน้ำวิเศษเพื่อชุบชีวิตคนในครอบครัวที่ตนกัด

ในเทศกาลนาคปัญจมี ผู้คนจะบูชางูในรูปต่าง ๆ เช่น นวนาค รูปนาค ๙ ตัวสลักบนไม้ หิน แผ่นเงิน หรือวัสดุอื่น ๆ แม้กระทั่งบูชางูตัวเป็น ๆ โดยการถวายน้ำนม และเมล็ดข้าวสาร เชื่อว่าถ้างูดื่มนมของใครแล้วจะไม่ทำอันตรายคนในครอบครัวนั้นตลอดปี และยังมีข้อห้ามว่าไม่ควรไถนาหรือขุดดินในวันนั้นอีกด้วย เพราะอาจจะทำร้ายงูที่อาศัยอยู่ในดิน

ตำนานต่าง ๆ ดังที่ได้แสดงมานี้ อาจพิจารณาได้ว่า แม้งูจะเป็นสัตว์อันตรายมีพิษร้ายในความรู้สึกของคนทั่วไป ทว่าในกระแสธารแห่งอารยธรรมอินเดียได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของงู หรือนาคที่แฝงด้วยคติทางคุณธรรมบางประการเช่น การเสียสละอุทิศตน การน้อมรับใช้ ความเมตตากรุณา การให้อภัย และความเอื้อเฟื้อต่อสรรพชีวิต

 

4bef0f105f079b9acab6b107b7c68a1c