
โปรแกรมฤกษ์ดี ผูกดวงฟรี ด้วยโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) ภาษาไทย Update Version 1.1
App"ฤกษ์ดี" Ver.1.1 โปรแกรมแจกฟรี ดูดวงโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) Version ภาษาไทย Appแจกฟรีแอปเดียวในไทย
ดูดวง ดูฤกษ์ ผูกดวง พยากรณ์ดวงชะตาด้วยโหรภารตะแบบละเอียดและสมบูรณ์ที่สุด ตามหลักวิชาชั้นสูงของโหราศาสตร์พระเวท (Vedic Astrology)พร้อมปฏิทินจันทคติของฮินดู"ปัญจางคะ" สำหรับดูฤกษ์มงคลรายวัน
App"ฤกษ์ดี" Ver.1.1 เพิ่มฟีเจอร์ใหม่
(1.) เพิ่มจักราศีแบบไทย เหมาะกับนักโหราศาสตร์ไทยนำมาใช้งาน (2.) เพิ่มดาวเกตุไทย(๙) เพื่อเสริมความแม่นยำในการพยากรณ์ (3.) คำนวนสมผุสวางลัคนาโดยใช้ระบบ GPS ผูกดวงกำเนิดได้ทุกจังหวัดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ (4.) อัพเดทการพยากรณ์"โยคมงคล"ในดวงชะตา อ้างอิงสัมพันธภาพของดวงดาว จากคัมภีร์โหรภารตะโบราณ (5.) แก้ไขการโคจรวิปริตของดาวต่างๆ ทั้ง พักร มณท์ เสริด อัสตะ (6.) เพิ่มลัคนาพิเศษ อรุธลัคนา อุปปบาท อินทุลัคนา ภาวลัคนา โหราลัคนา ฆฏิกลัคนาศรีลัคนา ปราณปาท (7.) เพิ่มดาวอุปเคราะห์ คุลิกะ มานทิ ธูม วยติปาต ปริเวษ อินทรจาป อุปเกตุ (8.) เพิ่มสรรวโตภัทร จักร
1.สำหรับมือถือ Android สามารถ Download App ได้ฟรีที่ Google PlayStore https://play.google.com/store/apps/details?id=com.cmdpaw.astroneemo&pcampaignid=web_share
2.ใช้โปรแกรมแบบ Online ได้ที่ https://astroneemoapp.pages.dev/ เปิดผ่านมือถือสามารถกดแชร์แล้ว Save เป็นหน้าจอ Home และสามารถใช้บนมือถือได้ ทั้ง Android และ iPhone
3.Download Program สำหรับติดตั้งบน PC https://drive.google.com/file/d/11nxsbPLhRdau9Ek1MuxIJuuPg8R1j5OU/view?usp=sharing
หมายเหตุ Windows อาจจะแสดงคำเตือน ขณะติดตั้ง เนื่องจากเป็น Program ใช้ฟรี ไม่ต้องกังวล คลิ๊ก Run Anyway ต่อไปได้เลย “ปลอดภัย”
App"ฤกษ์ดี" Ver.1.0 โปรแกรมแจกฟรี ดูดวงโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) Version ภาษาไทย App แจกฟรี App เดียวในไทย
มีฟังก์ชั่นการใช้งานดังต่อไปนี้
1.สมผุสดาว
2.พื้นดวงกำเนิดของคุณ และ วันคราส
3.ดาวเจ้าฤกษ์ · นวางศ์โทษ-คุณ (ขั้นสูง) , ไวนาศิกะนักษัตร , นวางศ์มรณะ ,ตรียางค์มรณะ
4.โยคมงคลในดวงชะตา ให้ใช้ Yogas ของ Maitreya แทนทั้งหมด
5.การกะ (โหราศาสตร์ระบบไชมินี) อาตมการกะ ,การกางศะ ,อรุธลัคนา,อุปปทะลัคนา
6.จรทศา (โหราศาสตร์ระบบไชมินี)
7.ดาวคู่มิตร-ศัตรูเฉพาะชาตา (ปัญจธไมตรี)
8.วิมโษตตรีทศา-ดาวเสวยอายุในดวงชะตานี้
9.สถานะดาวในดวงชะตานี้
10.สรุปการโคจรวิปริตของดาวในดวงชะตานี้
11.ครหะ ทฤษฎี โยคเกณฑ์ของดาว
12.ลัคนาพิเศษ & อุปปบาท(Special Lagnas)
13.ดาวอุปเคราะห์ (Upagrahas)
14.ระบบอัษฏกวรรค (กำลังของราศี) และ ภินนาษฏกวรรค (BAV) — คะแนนรายดาว
15.ระบบษัฑพละ (กำลังของดวงดาว)
16.อิษฐผล–กัษฏผล (ผลดี-ผลร้ายของดาว)
17.ครหะยุทธ (สงครามดาวเคราะห์)
18.ระบบวิญโศปะกะ พละ (กำลังจากวรรค)
19.ระบบภาวพละ (กำลังของเรือนชาตา)
อธิบายวิธีใช้โปรแกรม โหราศาสตร์พระเวท”ฤกษ์ดี”

หน้าแรกปฏิทินจันทรคติฮินดูวันนี้ (ปฏิทินปัญจางคะ)
ปฏิทินปัญจางคะของฮินดูคืออะไร ปัญจางคะ (Pañcāṅga) แปลตรงตัวว่า "องค์ประกอบทั้ง 5" (ปัญจ = ห้า, อังคะ = องค์) เป็นปฏิทินจันทรคติของโหราศาสตร์พระเวท (ภารตะ) ที่บันทึกสภาวะท้องฟ้าในแต่ละวันผ่านองค์ประกอบ 5 อย่าง ได้แก่ วาร ดิถี นักษัตร โยคะ และกรณะ
ปฏิทินนี้ใช้เพื่อดูว่าวันใดมีพลังส่งเสริมหรือบั่นทอนกิจการต่างๆ เป็นรากฐานของการวางฤกษ์ยามมงคล (การเลือกวัน-เวลาเริ่มกิจการสำคัญ เช่น แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ออกรถ เปิดร้าน) เพราะถือว่าตำแหน่งของพระอาทิตย์และพระจันทร์ ณ จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ มีอิทธิพลต่อผลที่จะตามมา ค่าทั้ง 5 คำนวณจากองศาสัมพันธ์ระหว่างอาทิตย์-จันทร์เป็นหลัก จึงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและไม่ตรงกับปฏิทินสุริยคติทั่วไป นอกจากจะใช้คำนวณฤกษ์ยามมงคลแล้วยังสามารถนำมาประกอบการพิจารณาดวงชะตาได้อีกด้วย
หมายเหตุ ท่านมหาฤาษีผู้แต่งคัมภีร์โหรภารตะ ท่านยังได้กล่าวเอาไว้ว่าสิ่งที่มีอิทธิพลต่อดวงชะตานั้นมิได้มีเพียงแค่ราศี ดาวเคราะห์ และนักษัตรทั้ง 27 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอิทธิพลของวาร ดิถี นักษัตร โยคะ และกรณะ เข้าไปด้วย เราจึงจะเข้าใจพลังและอิทธิพลต่างๆที่ส่งผลต่อดวงชะตาได้อย่างบูรณ์
1. วาร — วันในสัปดาห์
วาระ เป็นวันธรรมดาของสัปดาห์ วันสัปดาห์วันหนึ่งได้ชื่อตามชื่อของดาวเคราะห์หนึ่งสอดคล้องต้องกันตามวิธีดาราศาสตร์ ท่านว่าวันที่ได้ชื่อตามดาวเคราะห์ใด ดาวเคราะห์นั้นเป็นดาวเคราะห์เด่นในวันนั้น
วันทั้ง 7 ในสัปดาห์ แต่ละวันมีดาวเจ้าวันครองและให้คุณลักษณะต่างกัน (อาทิตย์–พระอาทิตย์, จันทร์–พระจันทร์, อังคาร–ดาวอังคาร ไปจนถึงเสาร์–ดาวเสาร์) วันที่ถือเป็นมงคลทั่วไปคือ จันทร์ พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ ส่วนวันอังคารมักงดเว้นงานมงคล และวันเสาร์มีกฎยกเว้นเฉพาะกรณี
2. ดิถี — วันทางจันทรคติ
ดิถีคือระยะที่พระจันทร์เคลื่อนห่างจากพระอาทิตย์ทุกๆ 12 องศา นับเป็น 1 ดิถี รอบหนึ่งมี 30 ดิถี (ตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ จนถึงแรม 15 ค่ำ) ตัวเลข % ที่แสดงคือสัดส่วนที่ดิถีนั้นผ่านไปแล้ว ดิถีบ่งบอกว่าวันนั้นอยู่ช่วงข้างขึ้นหรือข้างแรม และมีพลังเชิงมงคลมากน้อยเพียงใด ซึ่งดิถีในโหราศาสตร์ใช้”ดิถีเพียร” ซึ่งตรงกับความจริงบนท้องฟ้า มิใช่ “ดิถีตลาด”ตามปฏิทินที่ใช้กันทั่วไป ส่วนชื่อดิถีมีดังนี้
1.ปฐมา ขึ้น/แรม 1 ค่ำ 2.ทุติยา ขึ้น/แรม 2 ค่ำ 3.ตติยา ขึ้น/แรม 3 ค่ำ 4.จตุรถี ขึ้น/แรม 4 ค่ำ 5.ปัญจมี ขึ้น/แรม 5 ค่ำ 6.ฉัฏฐี ขึ้น/แรม 6 ค่ำ 7.สัปตมี ขึ้น/แรม 7 ค่ำ 8.อัษฎมี ขึ้น/แรม 8 ค่ำ 9.นวมี ขึ้น/แรม 9 ค่ำ 10.ทศมี ขึ้น/แรม 10 ค่ำ 11.เอกาทศี ขึ้น/แรม 11 ค่ำ 12.ทวาทศี ขึ้น/แรม 12 ค่ำ 13.ตรโยทศี ขึ้น/แรม 13 ค่ำ 14.จตุรทศี ขึ้น/แรม 14 ค่ำ 15.ปุรณมี วันเพ็ญ (ขึ้น 15 ค่ำ) 16.อมาวสี วันจันทร์ดับ (แรม 15 ค่ำ)
กรุณาอ่าน ว่าด้วยเรื่อง"ดิถี" https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-20-37/2016-09-26-01-43-40/109-2021-07-08-03-33-02/603-qq.html
3. ปักษ์ — ปักษ์ข้างขึ้น/ข้างแรม
ในโหราศาสตร์พระเวท คำว่า "ปักษ์" หมายถึง ช่วงเวลาครึ่งเดือนตามจันทรคติ โดยในหนึ่งเดือนจันทรคติจะถูกแบ่งราศีออกเป็น 2 ช่วง ช่วงละ 15 วัน ซึ่งคำนวณจากระยะห่างเชิงมุมของดวงจันทร์เมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ โดยแต่ละช่วงนั้นจะเรียกว่า ปักษ์
วัฏจักรของดวงจันทร์ถูกแบ่งราศีออกเป็น 2 ช่วงหลักที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่:
1. ศุกลปักษ์ — ข้างขึ้น คือช่วงเวลาที่ดวงจันทร์สว่างขึ้น โดยเริ่มต้นทันทีหลังจากวันจันทร์ดับ (อมาวสี ) และไปสิ้นสุดลงที่วันเพ็ญ (ปุรณมี)
เนื่องจากดวงจันทร์มีแสงสว่างและกำลังเพิ่มมากขึ้น ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นมงคลอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นกิจการใหม่ๆ การแต่งงาน และการเติบโตทางวัตถุ ในระบบการคำนวณ "ปักษะพละ" ดาวศุภเคราะห์จะถูกพิจารณาว่ามีกำลังแข็งแกร่งขึ้นในช่วงปักษ์นี้
2. กฤษณปักษ์ — ข้างแรม คือช่วงเวลาที่ดวงจันทร์มืดลง เริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากวันเพ็ญ และไปสิ้นสุดที่วันจันทร์ดับ โดยดวงจันทร์จะค่อยๆ สูญเสียความสว่างไป
ช่วงเวลานี้เป็นสัญลักษณ์ของการที่ดวงจันทร์ "ส่งมอบ" แสงสว่างคืนกลับให้แก่ดวงอาทิตย์ จึงเป็นช่วงเวลาที่ให้คุณและเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการพิจารณาทบทวนตนเอง การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ การทำสมาธิ และการประกอบพิธีบูชาบรรพบุรุษ
4. กรณะ — ครึ่งดิถี
กรณะคือครึ่งหนึ่งของดิถี (ทุกๆ 6 องศาที่จันทร์ห่างจากอาทิตย์) ในหนึ่งดิถีจึงมี 2 กรณะ ทั้งรอบเดือนมีกรณะหมุนเวียน 11 ชนิด ใช้พิจารณาความเหมาะสมของกิจกรรมเฉพาะอย่าง เพราะกรณะบางตัวเป็นมงคล บางตัวควรเลี่ยง กรุณาอ่าน กรณะ ดี-ร้าย สำหรับการเลือกเฟ้นฤกษ์มงคล
5. โยคะ — ผลรวมองศาอาทิตย์+จันทร์
โยคะคำนวณจากผลรวมตำแหน่งองศาของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ แบ่งเป็น 27 โยคะหมุนเวียนกัน มีทั้งโยคะที่ให้ผลดีและผลร้าย ใช้ประกอบการพิจารณาว่าพลังโดยรวมของวันนั้นเอื้อต่อความสำเร็จหรือไม่ กรุณาอ่าน 27 นักษัตรโยค สำหรับการเลือกเฟ้นฤกษ์ยาม
6. นักษัตร — กลุ่มดาวฤกษ์ที่จันทร์เสวย
นักษัตรคือกลุ่มดาวฤกษ์บนเส้นทางโคจรของพระจันทร์ แบ่งท้องฟ้าออกเป็น 27 นักษัตร แต่ละนักษัตรกว้าง 13°20′ และยังแบ่งย่อยเป็น 4 บาท (ปาท) นักษัตรที่พระจันทร์ "เสวย" (สถิตอยู่) ในวันนั้นคือ "ฤกษ์" ที่เป็นหัวใจหลักในการวางฤกษ์ยาม เพราะบ่งบอกพลังและลักษณะเฉพาะของวันโดยตรง กรุณาอ่าน การใช้นักษัตรฤกษ์ ในการเลือกเฟ้นฤกษ์ยาม
7.เดือนจันทรคติ (ระบบอมานตะ) มี 12 เดือนทางจันทรคติดังนี้ 1.ไจตระมาส (चैत्र) 2.ไวศาขะมาส(वैशाख) 3.ชเยษฐะมาส (ज्येष्ठ) 4.อาษาฒะมาส (आषाढ) 5.ศราวณะมาส (श्रावण) 6.ภาทรปทะมาส (भाद्रपद) 7.อาศวินมาส (अश्विन्) 8.การติกะมาส (कार्तिक) 9.มารคศีรษะมาส (मार्गशीर्ष) 10.เปาษะมาส (पौष) 11.มาฆะมาส(माघ) 12.ผาลคุนะมาส (फाल्गुन) กรุณาอ่าน ความแตกต่างของปฏิทินจันทรคติฮินดู ระบบปูรณิมันตะ กับ อามาวาสยันตะ

8.ปักษ์ ศุกลปักษ์ (ข้างขึ้น) กฤษณปักษ์ (ข้างแรม)
เหตุใด "ปักษ์" จึงมีความสำคัญในดวงชะตาเกิด?
ช่วงเวลา (ปักษ์) ที่เจ้าชะตาเกิดนั้น มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่ออารมณ์และสภาวะทางจิตใจ:
ความเข้มแข็งทางจิตใจ: ในโหราศาสตร์พระเวท การเกิดในขณะที่ดวงจันทร์เต็มดวงหรือในช่วงข้างขึ้น (ศุกลปักษ์) จะช่วยส่งเสริมให้จิตใจมีความมั่นคงแข็งแรง และมีสุขภาพอารมณ์ในเชิงบวก
เวลาตกฟาก : การเกิดในปักษ์ใดปักษ์หนึ่ง มีผลต่อพฤติกรรมและการแสดงออกของดาวเคราะห์ในดวงชะตาของคุณ ตัวอย่างเช่น ดาวบาปเคราะห์ตามธรรมชาติ (เช่น ดาวเสาร์ หรือ ดาวอังคาร) จะมีกำลังมากขึ้นในช่วงครึ่งเดือนมืด (ข้างแรม) ในขณะที่ดาวศุภเคราะห์ (เช่น ดาวพฤหัสบดี หรือ ดาวศุกร์) จะมีกำลังแข็งแกร่งกว่าในช่วงครึ่งเดือนสว่าง (ข้างขึ้น)
9.สังวัตสร (ปีพฤหัส 60 ปี) สังวัตสาระศักราช ปีพฤหัสจักร หรือ สังวัตสรศก Samvatsaras Shaka (संवत्सर) [ภาษาไทยนิยมใช้ว่า สมพัตสร แต่จะใช้ สัมวัตสรศก ก็ได้] เป็นศักราชคำนวณจากรอบพฤหัสจักรของฮินดูโบราณ คำว่าสังวัตสาระ นั้นเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่าปี ซึ่งมีชื่อศักราชจำนวน 60 ชื่อ หรือ 60 ปี ซึ่งคำนวณจาก 5 รอบพฤหัสจักร (Jovian years) โดยใช้หมุนเวียนกันไปรอบละ 60 ปี
ในจำนวน 60 ปีนี้ถูกแบ่งราศีออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มที่ 1 นับจากปีแรก-ปีที่ 20 ครองโดยพระพรหม กลุ่มที่ 2 นับจากปีที่ 21-40 ครองโดยพระวิษณุ และกลุ่มสุดท้าย นับจากปีที่ 41 -60 ครองโดยพระศิวะ ซึ่งศักราชนี้มีแนวคิดคล้ายกับปฏิทินจูเลียนคือ ปีอธิกสุรทิน(366 วัน)ในทุกๆ 4 ปี และจะเปลี่ยนปีไปตามปีมหาศักราชแบบฮินดู กรุณาอ่าน มหาศักราช สังวัตสาระศักราช
10.ราหูกาล ยมกาล คุลิกากาล ทุรมุหูรตะ 1.ราหูกาล -คือช่วงเวลาที่ไม่ดีในแต่ละวัน 2.ยมกาล-คือช่วงเวลาของพระยม เทพเจ้าแห่งความตายซึ่งต้องหลีกเลี่ยง 3.คุลิกากาล-หรือเรียกว่า ”มันถิกาล”ซึ่งมันถิและคุลิกาเป็นบุตรของดาวพระเสาร์และเป็นช่วงจะทำให้้เกิดปรากฏการณ์้ซ้ำๆขึ้นอีกหลายครั้ง 4.ทุรมุหูรตะ-หมายความว่า เป็นช่วงเวลาที่ไม่เป็นมงคล ในแต่ละวัน 5.วารชยะ-ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีอีกเช่นกัน โดยคำนวนจากห้วงเวลาของนักษัตรที่จันทร์เสวย กรุณาอ่าน 12.ราหูกาล ยมกาล คุลิกากาล และช่วงเวลาร้ายอื่นๆ
10.โฉฆฑิยะ · ยามดีของวันนี้
เป็นระบบการวัดเวลาตามแบบแผนโหราศาสตร์ฮินดูโบราณ (พระเวท) ที่ใช้ในการกำหนดฤกษ์ยามมงคลสำหรับกิจกรรมประจำวัน การเดินทาง และพิธีกรรมต่างๆ โดยระบบนี้จะแบ่งช่วงเวลากลางวัน (จากพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก) และกลางคืน (จากพระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น) ออกเป็นอย่างละ 8 ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนมักจะกินเวลาประมาณ 90 นาที (1 ยาม)
ฤกษ์โฉฆฑิยะ ยามที่เป็นมงคล
สามารถใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ในการเริ่มต้นกิจการใหม่ๆ การเดินทาง หรือการตัดสินใจซื้อสิ่งของที่สำคัญ:
1.อมฤต : (หมายถึง 'น้ำอมฤต') เป็นมงคลอย่างยิ่ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ หรือการลงทุนทุกประเภท
2.ศุภะ : (หมายถึง 'ความเป็นมงคล') ให้คุณในเรื่องพิธีกรรม การแต่งงาน และงานบุญกุศลทางศาสนา
3.ลาภะ : (หมายถึง 'ผลกำไร/ข้อได้เปรียบ') ยอดเยี่ยมสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ การค้าขาย หรือการลงนามในสัญญาทางการเงิน
4.จร : (หมายถึง 'การเคลื่อนไหว/ความก้าวหน้า') ดีสำหรับการเดินทางและงานที่ต้องอาศัยความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
ฤกษ์โฉฆฑิยะ ยามที่ไม่เป็นมงคล (ช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยง)
โดยทั่วไปแล้ว ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเหล่านี้ในการเริ่มต้นงานสำคัญหรืองานมงคล (มังคลิก):
1.อุเวค : มักจะส่งผลให้เกิดความล่าช้าหรือมีอุปสรรคขัดขวาง
2.กาล : เชื่อกันว่าจะนำมาซึ่งความสูญเสียหรือความยากลำบาก
3.โรค : เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพ ความเจ็บป่วย หรือความไม่สบายกายไม่สบายใจทั่วไป
หลักการคำนวณช่วงเวลา
โฉฆฑิยะ กลางวัน: เริ่มต้นนับตั้งแต่เวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นในท้องถิ่น โดยสัมพันธ์กับดาวเคราะห์ที่ปกครองในวันนั้นๆ ของสัปดาห์
โฉฆฑิยะ กลางคืน: เริ่มต้นนับทันทีหลังจากที่พระอาทิตย์ตก โดยจะดำเนินตามลำดับของดาวเคราะห์อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดที่แน่นอนนั้นถูกกำหนดโดยดวงอาทิตย์ เวลาของโจฆะริยาจึงมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานที่ตั้ง (พิกัดภูมิศาสตร์) และวันที่ในปัจจุบัน
11.มุหูรตะโยค (วาร + ดิถี) มุหูรตะโยค-โยคที่ส่งผลดี-ร้ายจากวันที่ประกอบด้วย วาร ดิถีและนักษัตรจากกฏเกณฑ์ที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วในก่อนหน้านี้ ยังมีกฏเกณฑ์พิเศษอีกกฏหนึ่งซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่เป็นการหากำลังจากดิถีสัมพันธ์ ใช้กันมากในระบบโหราศาสตร์ฮินดู และโหราศาสตร์ไทย ซึ่งโหรไทยเรียกว่า ดิถีฤกษ์ล่าง หรือวารประกอบด้วยดิถี กรุณาอ่าน 17.มุหูรตะโยค-โยคที่ส่งผลดี-ร้าย
------------------------------------------------------------

อธิบายวิธีใช้โปรแกรมหน้าดูดวงโหราศาสตร์พระเวท
1. ระบบนิรายนะ · อายนางศะ Lahiri
แถบบนสุดบอกว่าแอปคำนวณดวงด้วย "ระบบนิรายนะ" ซึ่งอิงตำแหน่งดาวฤกษ์จริงบนท้องฟ้า ต่างจากระบบสายนะ (เขตร้อน) ที่โหราศาสตร์ตะวันตกใช้ ค่า อายนางศะ (Ayanamsa) คือมุมส่วนต่างระหว่างสองระบบ ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา แอปนี้ใช้ค่ามาตรฐาน Lahiri (ที่นิยมที่สุดในโหราศาสตร์ภารตะ) และระบุด้วยว่าใช้เครื่องคำนวณตัวใด (Swiss Ephemeris = ความแม่นยำระดับมืออาชีพ หรือสูตรสำรองในแอปเมื่อออฟไลน์) กรุณาอ่าน ค่าอายนางศะ คืออะไร https://www.astroneemo.net/index.php/free-e-book/224-2-basic-vedic-astrology-lessons/2912-vedic-astrology-lesson-2-2.html
2. แผนภูมิจักร (ราศีจักร) แบบอินเดียเหนือ และวรรคะ (แผนภูมิย่อย)
แผนภูมิรูปสี่เหลี่ยมนี้เป็น จักรราศีแบบอินเดียเหนือ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ วางลัคนา (As) ไว้ที่ช่องบนสุดเสมอ แล้วเรือนถัดไปเดินทวนเข็มนาฬิกา ตัวเลขในแต่ละช่องคือเลขราศี (1=เมษ ถึง 12=มีน) ส่วนตัวย่อคือดาวที่สถิตในราศีนั้น:
As=ลัคนา · Su=อาทิตย์ · Mo=จันทร์ · Ma=อังคาร · Me=พุธ · Ju=พฤหัส · Ve=ศุกร์ · Sa=เสาร์ · Ra=ราหู · Ke=เกตุ
แท็บด้านบนให้สลับดู "วรรคะ" แสดงโษทศวรรค หรือ แผนภูมิย่อยทั้ง 16 ซึ่งแบ่งราศีออกเป็นส่วนๆ ละเอียดถึง 16 ส่วน เพื่อเจาะดูแต่ละด้านของชีวิตอย่างละเอียด: กรุณาอ่าน ลัคนาคืออะไร https://www.astroneemo.net/index.php/free-e-book/224-2-basic-vedic-astrology-lessons/2971-vedic-astrology-lesson-28.html
โษฑศวรรค
โษฑศวรรค (มาจากภาษาสันสกฤตคำว่า โษฑศ หมายถึง สิบหก และ วรรค หมายถึง การแบ่งส่วน) เป็นระบบโหราศาสตร์ภารตะขั้นสูงที่ทำการแบ่งจักรราศีออกเป็นดวงวรรค (Divisional Charts) ทั้งหมด 16 ส่วน ในขณะที่ดวงราศีจักรเกิด (ดวงหลัก) ทำหน้าที่เสมือนภาพรวมในระดับมหภาค ดวงวรรคทั้ง 16 นี้จะให้ภาพที่เจาะลึกและมีรายละเอียด เพื่อพิจารณามิติชีวิตเฉพาะด้าน เช่น หน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ และจิตวิญญาณ
ดวงวรรคทั้ง 16
ดวงราศีจักรหลัก (ราศี หรือ D-1) จะถูกนำมาแบ่งราศีออกเป็นสัดส่วนเฉพาะเพื่อคำนวณดวงวรรคเหล่านี้ โดยการแบ่งแต่ละส่วนจะทำหน้าที่แยกแยะและประเมินกำลังของดาวเคราะห์ในแต่ละแง่มุมของชีวิตโดยเฉพาะ:
- ราศี (D-1): รากฐานหลัก; เป็นตัวแทนของร่างกายทางกายภาพ เส้นทางชีวิตโดยรวม และแนวโน้มทั่วไปของ เจ้าชะตา
- โหรา (D-2): แบ่งราศีออกเป็น 2 ส่วน; ใช้ประเมินความมั่งคั่ง ความมั่นคงทางการเงิน และทรัพย์สินทางวัตถุ
- ตรียางค์ (D-3): แบ่งราศีออกเป็น 3 ส่วน; มุ่งเน้นไปที่พี่น้อง ความกล้าหาญ และการเดินทางระยะสั้น
- จตุรถางศะ (D-4): แบ่งราศีออกเป็น 4 ส่วน; บ่งบอกถึงอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ทรัพย์สิน และโชคลาภ/ความสุขโดยรวม
- สัปตางศะ (D-7): แบ่งราศีออกเป็น 7 ส่วน; เป็นศูนย์กลางเรื่องบุตร หลาน และโครงการที่สร้างสรรค์
- นวางศะ (D-9): แบ่งราศีออกเป็น 9 ส่วน; เป็นดวงวรรคที่สำคัญที่สุดตีคู่มากับดวง D-1 ให้รายละเอียดเกี่ยวกับดวงชะตาชีวิต การแต่งงาน หุ้นส่วนชีวิต และโชคลาภในช่วงบั้นปลายชีวิต
- ทศางศะ (D-10): แบ่งราศีออกเป็น 10 ส่วน; ประเมินหน้าที่การงาน สถานะทางอาชีพ และการทำประโยชน์ต่อสังคม
- ทวาทศางศะ (D-12): แบ่งราศีออกเป็น 12 ส่วน; เป็นตัวแทนของบิดามารดาและภูมิหลังของบรรพบุรุษ
- โษฑศางศะ (D-16): แบ่งราศีออกเป็น 16 ส่วน; ตรวจสอบเรื่องยานพาหนะ ความหรูหรา และความสะดวกสบาย
- วิงศางศะ (D-20): แบ่งราศีออกเป็น 20 ส่วน; เน้นย้ำถึงการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ การทำสมาธิ และความศรัทธาทางศาสนา
- จตุรวิงศางศะ (D-24): แบ่งราศีออกเป็น 24 ส่วน; ประเมินเรื่องการศึกษา การเรียนรู้ สติปัญญา และความรู้
- ภางศะ หรือ สัปตวิงศางศะ (D-27): แบ่งราศีออกเป็น 27 ส่วน; เปิดเผยถึงความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่
- ตฤมศางศะ (D-30): แบ่งราศีออกเป็น 30 ส่วน; ทำนายถึงอุปสรรค อุบัติเหตุ และเคราะห์ร้ายที่อาจเกิดขึ้น
- ขเวทางศะ หรือ จัตวาริงศางศะ (D-40): แบ่งราศีออกเป็น 40 ส่วน; บ่งบอกถึงผลลัพธ์ที่เป็นมงคลและไม่เป็นมงคลโดยภาพรวม
- อักษเวทางศะ หรือ ปัญจจัตวาริงศางศะ (D-45): แบ่งราศีออกเป็น 45 ส่วน; ประเมินลักษณะนิสัยและสุขภาวะโดยรวม
- ษัษฏยางศะ (D-60): แบ่งราศีออกเป็น 60 ส่วน; เปิดเผยถึงพิมพ์เขียวแห่งวิบากกรรม การกระทำในอดีตชาติ และเส้นทางที่หยั่งลึกที่สุดของดวงวิญญาณ
วิธีการวิเคราะห์ดวงวรรค
โดยปกตินักโหราศาสตร์จะประเมินดวงวรรคเหล่านี้ตามหลักเกณฑ์คลาสสิกที่วางไว้โดยท่านมหาฤๅษีปาราศระ :
- วรรควรโคตมะ : เมื่อดาวเคราะห์สถิตอยู่ในราศีเดียวกันทั้งในดวงเกิด (D-1) และในดวงวรรค (มักจะหมายถึง D-9 หรือนวางศะ) ดาวดวงนั้นจะได้รับพลังและความเป็นมงคลอย่างยิ่ง
- สถานภาพของดาวเคราะห์ : นักโหราศาสตร์จะตรวจสอบว่าดาวเคราะห์ในดวงวรรคนั้นๆ ได้ตำแหน่งมหาอุจจ์ (จุดที่มีพลังสูงสุด), สถิตใน เรือน ของตนเอง (เกษตร) หรือเป็นนิจ (อ่อนกำลัง) หรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแสดงผลของดาวดวงนั้นในมิติชีวิตดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง
- จังหวะเวลาตามระบบทศา : ศักยภาพที่ดวงวรรคที่แสดงผลดี-ร้าย มักจะถูกกระตุ้นและส่งผลให้ เจ้าชะตา สัมผัสได้อย่างชัดเจนในช่วงมหาทศา (ช่วงเวลาเสวยอายุ) ของดาวเคราะห์ที่ปกครองมิติชีวิตหรือวรรคในด้านนั้นๆ
3. ปัญจางคะ — พื้นดวงกำเนิดของคุณ
ตารางนี้สรุปสภาวะท้องฟ้า ณ เวลาเกิดของคุณ (ต่างจากปัญจางคะในหน้าหลักที่เป็นของวันนี้) แสดงลัคนา (ราศี องศา-ลิปดา + นักษัตรลัคนา) ตำแหน่งจันทร์ (ราศี องศา + นักษัตรที่จันทร์เสวย/บาท) อายุปัจจุบัน เกณฑ์คราสในช่วงเกิด และมหาทศาที่ครองอยู่ตอนเกิด พร้อมค่าปัญจางคะทั้ง 6 (วาร ดิถี ปักษ์ กรณะ โยคะ นักษัตร) ของวันเกิด — เป็นภาพรวมพื้นดวงก่อนลงรายละเอียด กรุณาอ่าน ดวงชาตาภายใต้อิทธิพลของ 27 นักษัตร https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18/48-2010-01-16-09-07-01.html

4. สมผุสลัคนาและดาวต่างๆ
"สมผุส" คือตำแหน่งดาวที่คำนวณละเอียดเป็นองศา-ลิปดา แต่ละแถวแสดงดาวแต่ละดวง (รวมลัคนา) ว่าสถิตราศีใด กี่องศา อยู่ในนักษัตรใด บาทที่เท่าไหร่ และตกนวางศ์/ตรียางค์ราศีใด
กรุณาอ่าน ดาวเคราะห์ทั้ง 9 ในโหราศาสตร์พระเวท https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18/218-planets-in-vedic-astrology.html
วิธีอ่าน: ใช้ดูว่าดาวแต่ละดวงไปตกราศีไหน เรือนไหน เพื่อประเมินกำลังและความหมาย เช่น ดาวในราศีเกษตร (ราศีที่ตนเป็นเจ้า) หรือราศีอุจจ์ (ตำแหน่งสูงสุด) จะมีกำลังดี ส่วนนวางศ์/ตรียางค์ช่วยยืนยันกำลังที่แท้จริงของดาว
5. นักษัตรโทษ (พิษนวางศ์ / โทษจากนักษัตร)
ส่วนนี้ตรวจ "จุดเปราะ" ในดวงตามตำราพิษนวางศ์ของอาจารย์ณภัทร โดยคำนวณตำแหน่งอันตรายหลายแบบ:
- ไวนาศิกะนักษัตร — นักษัตรที่ 22 นับจากนักษัตรจันทร์กำเนิด เป็นจุดบ่งเหตุเสื่อม
- นวางศ์มรณะ (ลูกที่ 64) — นวางศ์ลำดับที่ 64 จากจันทร์ (คำนวณเป็นราศีที่ 4 จากนวางศ์ที่จันทร์เสวย ตามที่ยืนยันกับตัวอย่างในตำราอาจารย์)
- ตรียางค์มรณะ (ขะเรศะ) — ตรียางค์ที่ 22 จากลัคนา
- มรณการกสถาน (MKS) — เรือนที่ดาวแต่ละดวงตกแล้วเสียกำลัง (เช่น อาทิตย์เรือน 12, จันทร์เรือน 8 ฯลฯ)
- ปุษกรนวางศ์ / ปุษกรภาค — ช่วงองศา/องศาเฉพาะที่เป็นมงคล (ตรงข้ามกับจุดพิษ คือจุดเสริมมงคล)
- วิธีอ่าน: ถ้าดาวหรือลัคนาตกตรงจุดเหล่านี้ ถือเป็นจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ส่วนปุษกรเป็นจุดดี — ใช้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่คำตัดสินเด็ดขาด
6. โยค — สมการชะตาพิเศษ
โยคคือ "สัมพันธภาพ" ของดาวหลายดวงในตำแหน่งจำเพาะ ที่ก่อให้เกิดผลพิเศษ ที่มากกว่าการดูดาวทีละดวง แอปนี้ตรวจหาโยคได้ถึง 86 โยค ครอบคลุมทั้งราชโยค (ความสำเร็จ อำนาจ) ธนโยค (ทรัพย์) และโยคที่ต้องระวัง
วิธีอ่าน: แต่ละโยคที่พบจะบอกชื่อ เงื่อนไขที่ทำให้เกิด และคำพยากรณ์ผลที่ตามมา ยิ่งดวงมีราชโยค/ธนโยคที่เด่นและดาวที่ประกอบมีกำลังดี ผลก็ยิ่งชัด — ใช้เป็นภาพรวมจุดเด่น-จุดด้อยของดวง กรุณาอ่าน คัมภีร์ไตรศตโชคมัญชริ https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18/60-2012-01-24-09-13-35.html
7. ไชมินิ การกะ — ดาวเจ้าการตามองศา
ระบบชัยมินิจัดอันดับดาว 7 ดวงตาม "องศาภายในราศี" จากสูงสุดไปต่ำสุด ดาวที่องศาสูงสุดคือ อาตมการกะ (AK) = ดาวสำคัญที่สุดในดวง แทนจิตวิญญาณและเป้าหมายชีวิต แล้วไล่ลงไปเป็นการกะอื่นๆ ตามลำดับ:
อาตมการกะ (จิตวิญญาณ/ตัวตน) · อมาตยการกะ (อาชีพ/ผู้สนับสนุน) · ภราตฤการกะ (พี่น้อง/ความกล้า) · มาตฤการกะ (มารดา/ที่อยู่) · ปุตรการกะ (บุตร/สติปัญญา) · ญาติการกะ (ศัตรู/อุปสรรค/โรค) · ทาราการกะ (คู่ครอง/หุ้นส่วน)
วิธีอ่าน: ดูว่าดาวดวงใดรับบทการกะใด เช่น ถ้าดาวที่เป็นทาราการกะ(คู่ครอง)เสียกำลังหรือถูกเบียน อาจสะท้อนเรื่องคู่ครอง ส่วน คารกางศะ (ราศีนวางศ์ที่อาตมการกะสถิต) ใช้วิเคราะห์เชิงลึกถึงแก่นของดวง
8. จรทศา — ทศาแบบราศี (ระบบไชมินิ)
จราทศาเป็นระบบช่วงเวลา (ทศา) แบบไชมินิ ของ มหาฤาษีไชมินี ที่นับเป็น "ราศี" แทนการนับเป็นดาว (ต่างจากวิมโสตตรีทศาในข้อ 10 ที่นับจากดาว) ความยาวของแต่ละช่วงขึ้นกับตำแหน่งเจ้าราศีนั้นๆ
วิธีอ่าน: ดูว่าช่วงชีวิตปัจจุบันกำลังเสวยอยู่ในราศีใด แล้วพิจารณาว่าราศีนั้นและดาวที่เกี่ยวข้องให้คุณหรือโทษ เพื่อประเมินแนวโน้มของช่วงเวลานั้น — ใช้คู่กับวิมโสตตรีทศาเพื่อยืนยันจังหวะชีวิตให้แม่นยำขึ้น
9. ดาวคู่มิตร-ศัตรู (ปัญจธไมตรี) — มิตรภาพ 5 ระดับ
ตารางนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างดาวแต่ละคู่ โดยรวม "มิตรถาวร" (ไนสารคิกะ — ความสัมพันธ์ตามธรรมชาติที่ไม่เปลี่ยน) เข้ากับ "มิตรชั่วคราว" (ตาตะตาลิกะ— ขึ้นกับตำแหน่งในดวงนี้โดยเฉพาะ) ได้ผลเป็นมิตรภาพ 5 ระดับ:
มิตรใหญ่ (อธิมิตร) · มิตร · กลาง (สมะ) · ศัตรู · ศัตรูใหญ่ (อธิศัตรู)
วิธีอ่าน: ดาวที่อยู่ในราศีของ "มิตร" จะแสดงผลดี ส่วนดาวในราศีของ "ศัตรู" จะถูกบั่นทอน — ใช้ประเมินกำลังที่แท้จริงของดาวเมื่ออยู่ร่วมหรือเล็งกัน กรุณาอ่าน ความแตกต่างของ ดาวคู่มิตร-คู่ศัตรู ของโหรภารตะกับโหรไทย https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18/49-2010-01-14-07-49-04/808-2010-06-09-03-26-27.html
10. มหาทศา-วิมโสตตรีทศา — ช่วงชีวิตตามดาว
วิงโศตตรีเป็นระบบทศาที่ใช้มากที่สุดในโหราศาสตร์ภารตะ แบ่งช่วงชีวิต 120 ปีให้ดาว 9 ดวงครองตามลำดับ (เกตุ 7 ปี · ศุกร์ 20 · อาทิตย์ 6 · จันทร์ 10 · อังคาร 7 · ราหู 18 · พฤหัส 16 · เสาร์ 19 · พุธ 17) จุดเริ่มคำนวณจากนักษัตรที่จันทร์เสวยตอนเกิด
วิธีอ่าน: แถวที่ไฮไลต์คือมหาทศาที่กำลังครองอยู่ปัจจุบัน กดที่แต่ละแถวเพื่อดู "อันตรทศา" (ทศาย่อย) ภายใน ช่วงที่ดาวให้คุณครองมหาทศา มักเป็นช่วงรุ่งเรืองด้านที่ดาวนั้นปกครอง ส่วนดาวที่เสียกำลังหรือเป็นเจ้าเรือนร้าย อาจนำความลำบากหรืออุปสรรคให้กับชีวิตในช่วงเวลาเสวยอายุของดาวดวงนั้น (ปีที่แสดงเป็น พ.ศ.) กรุณาอ่าน วิมโษตตรีทศา https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18/49-2010-01-14-07-49-04/1000-2010-12-16-16-54-16.html
11. รายละเอียดดาว — สภาวะและกำลังของดาว
ตารางนี้สรุปสถานะของดาวแต่ละดวงในเชิงลึก: ราศีที่สถิต องศา ศักดิ์ของดาว (เกษตร/อุจจ์/นิจ/ฯลฯ — บอกว่าดาวมีกำลังดีหรือเสีย) และ ภาวะการเคลื่อนที่/ความผิดปกติ เช่น ดาวพักร์ (เดินถอยหลัง) หรือ "ดาวดับ" (อัสตะ — ดาวที่อยู่ใกล้อาทิตย์มากจนถูกแสงกลบ เสียกำลัง)
วิธีอ่าน: ดาวที่อยู่ในราศีเกษตรหรืออุจจ์ + ไม่ดับ + ไม่พักร์ ถือว่ามีกำลังดี ให้ผลเต็มที่ ส่วนดาวที่นิจ ดับ หรือมีภาวะผิดปกติ ต้องระวังว่าผลที่ดาวนั้นปกครองอาจอ่อนหรือบิดเบือน — ช่อง "ปกติ" หมายถึงไม่มีภาวะพิเศษใดๆ
12. ทฤษฏี / การเล็ง — โยคเกณฑ์ของดาว
ทฤษฏีคือ "การเล็ง" ของดาว ดาวทุกดวงเล็งราศีที่ 7 จากตำแหน่งตน (เล็งตรงข้าม) เสมอ และดาวพิเศษบางดวงมีการเล็งเพิ่ม หรือ วิเศษทฤษฎี เช่น ดาวอังคารส่งโยคเกณฑ์เต็มที่ไปยังเรือน 4 และ 8 · ดาวพฤหัส ส่งโยคเกณฑ์เต็มที่ไปยังเรือนที่ 5 และ 9 · ดาวเสาร์ ส่งโยคเกณฑ์เต็มที่ไปยังเรือนที่ 3 และ 10
วิธีอ่าน: ส่วนนี้บอกว่าดาวใดเล็งราศีใด และดาวใดถูกดาวใดเล็งบ้าง การเล็งของดาวศุภเคราะห์ (พฤหัส ศุกร์) ช่วยเสริมเรือน/ดาวที่ถูกเล็ง ส่วนการเล็งของดาวบาปเคราะห์ (เสาร์ อังคาร ราหู) มักสร้างแรงกดดันหรืออุปสรรคต่อเป้าที่ถูกเล็ง
13. ลัคนาพิเศษ
นอกจากลัคนาหลัก ยังมีจุด "ลัคน์พิเศษ" ที่ใช้เจาะมุมมองเฉพาะด้าน แอปแสดง:
- อรุธลัคนา (AL) — ภาพลักษณ์/สิ่งที่คนภายนอกมองเห็น (มายาของลัคนา)
- อุปปบาท (UL) — เรื่องคู่ครองและพันธะผูกพัน
- อินทุลัคนา — ความมั่งคั่งและทรัพย์
- และลัคน์ตามเวลาอื่นๆ (ปราณปทะ, โหราลัคนา, ฆฏิกาลัคนา, ภาวลัคนา) เมื่อคำนวณด้วย Swiss Ephemeris
วิธีอ่าน: ใช้เป็นมุมมองเสริมจากลัคนาหลัก เช่น ดูอรุธลัคนาเพื่อประเมินชื่อเสียง/ภาพลักษณ์ หรือดูอุปปบาทเพื่อพิจารณาเรื่องคู่

14. ดาวอุปเคราะห์ — ดาวเงา/ฉายาเคราะห์
อุปเคราะห์คือ "จุดคำนวณ" บนท้องฟ้า (ไม่ใช่ดาวจริง) ที่ถือว่ามีอิทธิพลแฝง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม: กลุ่มที่คำนวณจากเวลาอาทิตย์ขึ้น-ตก (คุลิกะ/มานทิ — บุตรพระเสาร์ จุดอัปมงคลสำคัญ ต้องใช้เวลาเกิด + Swiss Ephemeris) และกลุ่มที่คำนวณจากสมผุสอาทิตย์ (ธูม วยติปาต ปริเวษ อินทรจาป อุปเกตุ)
วิธีอ่าน: ดูว่าอุปเคราะห์ โดยเฉพาะคุลิกะ/มานทิ ตกราศีหรือเรือนใด หากตกร่วมหรือเล็งดาว/เรือนสำคัญ ถือเป็นจุดที่ควรพิจารณาเพิ่มเรื่องอุปสรรคแฝง กรุณาอ่าน ดาวอุปเคราะห์ ในโหราศาสตร์พระเวท https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18/209-%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C-%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C.html
15. อัษฏกวรรค — ระบบให้คะแนนกำลังราศี
ระบบอัษฏกวรรค เป็นเทคนิคการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในโหราศาสตร์พระเวท ใช้สำหรับวัดกำลังของดาวเคราะห์ และวิเคราะห์ว่าการโคจร ของดาวเคราะห์เฉพาะดวงจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของ เจ้าชะตา อย่างไร ระบบนี้ช่วยขจัดความลำเอียงหรือความรู้สึกส่วนตัวออกไป โดยการกำหนด "คะแนนศุภผล" (ซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 8) ให้กับ เรือน ทั้ง 12 ในดวงชะตาเกิด
หลักการทำงานของระบบ
- คะแนนศุภผล: ดาวเคราะห์ตามหลักการดั้งเดิมทั้ง 7 ดวง (อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์) และลัคนา จะให้คะแนนที่ตายตัว โดยพิจารณาจากตำแหน่งการสถิตของพวกมันเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ
- คะแนนสูงสุด: คะแนนสูงสุดที่ เรือน ใดเรือนหนึ่งจะได้รับคือ 8 คะแนน และผลรวมคะแนนสูงสุดที่เป็นไปได้ของทั้ง 12 เรือน ในดวงชะตาคือ 337 คะแนน
- เกณฑ์การประเมินคะแนน: คะแนนจะถูกนำมาประเมินแบบแยกทีละ เรือน เพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนได้อย่างรวดเร็ว
- มากกว่า 28 คะแนน: เป็นมงคลอย่างยิ่ง บ่งบอกถึงความสำเร็จและผลลัพธ์ที่ให้คุณ
- 25 ถึง 28 คะแนน: ให้ผลในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย)
- 20 ถึง 25 คะแนน: อาจก่อให้เกิดความยากลำบาก ความล่าช้า หรืออุปสรรค
- ต่ำกว่า 20 คะแนน: ให้โทษร้ายแรงและเต็มไปด้วยความท้าทาย
รูปแบบต่างๆ ของเทคนิคนี้
โดยปกตินักโหราศาสตร์จะใช้ระบบนี้ใน 2 รูปแบบหลัก:
- สรรพัษฏกวรรค (SAV): คือผลรวมคะแนนทั้งหมดที่ดาวเคราะห์ทุกดวงมอบให้ในทุกๆ เรือน ซึ่งจะให้ภาพรวมที่กว้างขวางเกี่ยวกับความแข็งแกร่งโดยรวมในมิติชีวิตด้านต่างๆ ของ เจ้าชะตา
- ภินนัษฏกวรรค (BAV): คือแผนผังคะแนนแยกย่อยสำหรับดาวเคราะห์แต่ละดวง ซึ่งจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามิติชีวิตด้านใดจะถูกกระตุ้นเมื่อดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งโคจรผ่าน เรือน ใดเรือนหนึ่ง
การประยุกต์ใช้งานจริง
ระบบอัษฏกวรรคถูกนำมาใช้เป็นหลักในการกำหนดจังหวะเวลาการเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต ระบบนี้ได้รับการยกย่องอย่างสูงเนื่องจากมีความก้าวล้ำกว่าวิธีการพิจารณาการโคจรแบบมาตรฐานทั่วไป โดยให้มุมมองที่ลึกซึ้งและเฉพาะเจาะจงสำหรับ เจ้าชะตา แต่ละบุคคลว่าช่วงเวลาที่ดีของปี (หรือช่วงจังหวะที่ดีของชีวิต) จะเกิดขึ้นเมื่อใด
อัษฏกวรรคเป็นระบบให้ "คะแนนพินทุ" (จุด) แก่แต่ละราศี โดยรวมการสนับสนุนจากดาว 7 ดวง + ลัคนา แอปแสดง 2 ระดับ: SAV (คะแนนรวมทุกดาวต่อราศี เป็นแถบกราฟ) และ BAV (คะแนนแยกรายดาวต่อราศี เป็นตาราง)
วิธีอ่าน: ราศีที่ได้คะแนน SAV สูง (สีเขียว ≥28) เป็นราศี/เรือนที่แข็งแรง เรื่องของเรือนนั้นมักราบรื่น ส่วนราศีคะแนนต่ำ (สีชมพู) เป็นจุดอ่อน คะแนนเฉลี่ยต่อราศีคือ 28 — ใช้ประเมินว่าเรือนใดได้รับการสนับสนุนมากน้อย และใช้จับจังหวะช่วงทศาที่ดาวโคจรผ่านราศีคะแนนสูง

16. ษัฑพละ — กำลังดาวจากคำนวนกำลังทั้ง 6
ษัฑพละ (ษัฑ = หก, พละ = กำลัง) เป็นระบบวัด "กำลังรวม" ของดาวแต่ละดวงจากองค์ประกอบ 6 ด้าน เช่น กำลังจากตำแหน่ง (สถานพละ — อุจจ์/เกษตร) กำลังจากทิศ (ทิคพละ) กำลังจากเวลา (กาลพละ — กลางวัน/กลางคืน ข้างขึ้น/ข้างแรม) กำลังจากการเคลื่อนที่ (เจษฏาพละ) และกำลังจากการเล็ง (ทฤษฏิพละ) ค่าวัดเป็นหน่วย "วิรูป" และ "รูป"
วิธีอ่าน: ดาวที่มีคะแนนษัฑพละสูงคือดาวที่ "แข็งแรง" สามารถให้ผลตามที่ปกครองได้เต็มที่ ไม่ว่าผลดีหรือร้าย ส่วนดาวคะแนนต่ำแม้จะเป็นเจ้าเรือนดีก็อาจให้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย — ใช้เทียบว่าดาวดวงใดมีบทบาทเด่นที่สุดในการให้ผลจริง กรุณาอ่าน ษัฑพละ : กำลังของดวงดาว https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18/61-2014-07-08-05-35-30.html
อิษฐผล–กัษฏผล (ผลดี-ผลร้ายของดาว)
ความหมายพื้นฐาน
- อิษฐผล (IP): คือ "ความสามารถในการส่งผลดี" ของดาวเคราะห์
- กัษฏผล (KP): คือ "ความสามารถในการส่งผลร้ายหรือสร้างปัญหา"
2 ปัจจัยหลักที่กำหนดค่า IP และ KP
ค่าตัวเลขของผลทั้งสองนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ:
- ระยะห่างจากดวงอาทิตย์: ยิ่งดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากเท่าไหร่ ค่า IP ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เหตุผลเพราะเมื่อดาวอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ รัศมีของดวงอาทิตย์จะบดบังทำให้ดาวสูญเสียความสว่างในตัวเองไป (ดาวดับ) ในทางกลับกัน ยิ่งอยู่ห่างก็จะยิ่งสว่างสดใส (เช่น พระจันทร์เต็มดวง)
- ระยะห่างจากจุด "อุจจ์" : ดาวเคราะห์ที่อยู่ในตำแหน่งใกล้กับจุดสูงสุด (อุจจ์) ของตัวเอง จะมีค่า IP สูงและ KP ต่ำ ในทางกลับกัน หากดาวอยู่ใกล้จุด "นิจ" (หรือจุดตกต่ำสุด) ก็จะมี KP สูง
ข้อสังเกต: ค่า IP ที่ต่ำ ไม่ได้แปลว่า KP จะต้องสูงตามเสมอไป ตัวอย่างเช่น ดาวเสาร์ที่อยู่ในตำแหน่งอุจจ์ (KP ต่ำ) แต่ดันไปสถิตอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก (ทำให้ IP ต่ำลงด้วย) ในกรณีนี้ดาวเสาร์จะมีทั้ง KP และ IP ที่ต่ำทั้งคู่
กฎและหลักการที่สำคัญ
- ระบบนี้ไม่ใช่ระบบ ษัฑพละ: ค่านี้ไม่ได้รวมอยู่ในการคำนวณกำลังดาวแบบษัฑพละตามปกติ
- ช่วงคะแนน: ค่านี้จะมีตั้งแต่ 0 ถึง 60 (60 คือ IP สูงสุด, 0 คือต่ำสุด) และ ไม่นำราหูกับเกตุมาคำนวณ เพราะเป็นเพียงจุดตัด ไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่มีตัวตนจริง
- การส่งผลในจังหวะชีวิต (ทศา): ดาวที่มี IP สูงจะให้ผลลัพธ์ที่ดีตามดวงชะตาได้อย่างราบรื่นในช่วงเวลาเสวยอายุของดาวนั้น ส่วนดาวที่มี KP สูงมักจะสร้างอุปสรรคและขวากหนามมากมาย
- เมื่อดาวดีแต่ IP ต่ำ: หากดาวเคราะห์ดวงนั้นเป็นดาวที่ให้คุณตามหน้าที่และมีตำแหน่งดี แต่มีค่า IP ต่ำ ผลดีก็ยังคงเกิดขึ้น แต่มักจะมาพร้อมกับอุปสรรคในตอนเริ่มต้น หรือได้ผลช้ากว่าที่ควรจะเป็น
- ความสำคัญของดาวเจ้าเรือน : สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวดาวเคราะห์เอง คือค่า IP ของดาวเจ้าเรือน (ทั้งในระดับราศี, นักษัตร และนวางศ์) ที่ดาวนั้นไปสถิตอยู่ เพราะดาวเจ้าเรือนทำหน้าที่เหมือน "ผู้ให้อาหาร" หากไปสถิตในเรือนของดาวที่มี IP สูง ดาวดวงนั้นก็จะได้รับพลังงานด้านบวกไปด้วย
- การเกิดโยค : โยคเกณฑ์ที่ดีในดวงชะตาควรเกิดขึ้นในราศีที่มีดาวเจ้าเรือนค่า IP สูงและ KP ต่ำ เพื่อให้ผลของโยคนั้นเกิดขึ้นจริงได้ง่ายโดยไม่ต้องเหนื่อยฝ่าฟันมากนัก
- เกณฑ์คะแนน :
- IP ต่ำกว่า 12 ถือว่า ต่ำมาก (ให้ผลยาก)
- IP มากกว่า 30 ถือว่า ดีมาก
- IP มากกว่า 45 ถือว่า ยอดเยี่ยม
สรุปสั้นๆ: อิษฐผล–กัษฏผล (IP) และ (KP) เป็นเครื่องมือที่ใช้บอกว่า ดาวเคราะห์แต่ละดวงในดวงชะตานั้น มีกำลังที่จะให้คุณหรือให้โทษมากน้อยแค่ไหน ซึ่งช่วยให้การพยากรณ์ความราบรื่นหรืออุปสรรคในชีวิตแม่นยำและมีมิติมากขึ้น
17. คฺรหยุทธ์ — สงครามดาวเคราะห์
คฺรหยุทธ์คือ "สงครามระหว่างดาว" เกิดเมื่อดาวเคราะห์ 2 ดวง (จากกลุ่มอังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์) อยู่ใกล้กันมากในราศีเดียวกัน (ระยะองศาใกล้ชิด) ถือว่าทั้งคู่ "รบกัน" โดยดาวที่กำลังตำแหน่งแข็งกว่าหรือองศาน้อยกว่าเป็น "ผู้ชนะ" อีกดวงเป็น "ผู้แพ้" กรุณาอ่าน “ครหะยุทธ” เมื่อดาวเคราะห์ทำสงครามต่อกัน https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18/49-2010-01-14-07-49-04/2884-garha-yutha.html
-วิธีอ่าน: ถ้าดวงมีคฺรหยุทธ์ ดาวผู้แพ้จะเสียกำลังและให้ผลบกพร่องในด้านที่ปกครอง ส่วนผู้ชนะยังคงกำลังไว้ได้ — ถ้าไม่มีดาวคู่ใดอยู่ใกล้กันถึงเกณฑ์ ส่วนนี้จะแสดงว่าไม่มีสงครามดาว
18. วิญโศปะกะ พละ — กำลังรวมจากวรรคะ
วิญโศปะกะ พละในโหราศาสตร์พระเวท คือ ระบบการคำนวณประเมิน "กำลัง" และ "ความบริสุทธิ์" ของดาวเคราะห์ โดยมีคะแนนเต็มอยู่ที่ 20 คะแนน (คำว่า "วิมศ" หรือ "วิญโศปก" ในภาษาสันสกฤตหมายถึง 20 ส่วน)
ระบบนี้เป็นการประเมินความเข้มแข็งของดาวโดยไม่ได้พิจารณาแค่ในแผนภูมิราศีจักร (D1) เพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณากำลังของดาวเคราะห์ดวงนั้นที่ไปสถิตใน แผนภูมิวรรค ต่างๆ มาร่วมให้คะแนนด้วย
หลักการสำคัญของ วิญโศปะกะ พละ
- การประเมินจากวรรคต่างๆ: จะพิจารณาว่าดาวเคราะห์ไปสถิตในราศีที่เป็นอุจจ์, มิตร, เกษตร, ศัตรู หรือนิจ ในกลุ่มแผนภูมิวรรคที่กำหนด (เช่น นวางศ์, ทศางศ์, โหรา ฯลฯ) หากสถิตในราศีที่ดีก็จะได้คะแนนสูง
- กลุ่มวรรคที่ใช้ประเมิน: โดยทั่วไปตามหลักของฤๅษีปาราศระ มักจะประเมินจากระบบ โษฑศวรรค (16 แผนภูมิวรรค) แต่อาจมีการคำนวณจาก ชัฏวรรค (6 แผนภูมิ), สัปตวรรค (7 แผนภูมิ) หรือ ทศวรรค (10 แผนภูมิ) ด้วยเช่นกัน โดยแต่ละแผนภูมิจะมีน้ำหนักคะแนนหรือตัวคูณไม่เท่ากัน (เช่น แผนภูมิ D1 และ นวางศ์ D9 จะมีสัดส่วนน้ำหนักคะแนนสูงที่สุด)
- ดาวที่ได้คะแนนสูง: ดาวที่จะมีค่า วิญโศปะกะ พละ สูง คือดาวที่เกาะกลุ่มอยู่ในราศีที่เป็นมิตร หรือเป็นเกษตร/อุจจ์ ซ้ำๆ กันในหลายๆ แผนภูมิวรรค
เกณฑ์การแปลความหมาย (จากคะแนนเต็ม 20)
- 15 - 20 คะแนน (แข็งแกร่งมาก): ดาวเคราะห์มีความสมบูรณ์ สามารถให้ผลดีและสร้างความก้าวหน้าให้แก่เจ้าชะตาได้อย่างเต็มที่และมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงมหาทศาของดาวดวงนั้น
- 10 - 15 คะแนน (ปานกลางค่อนข้างดี): ดาวเคราะห์สามารถให้ผลดีได้ตามมาตรฐาน แต่อาจต้องแลกมาด้วยความพยายาม
- 5 - 10 คะแนน (อ่อนกำลัง): ดาวไม่สามารถส่งผลดีได้อย่างเต็มที่ มักสร้างความเหน็ดเหนื่อย ความขัดแย้ง หรือความล่าช้าให้แก่เจ้าชะตา
- ต่ำกว่า 5 คะแนน (เสื่อม/อ่อนกำลังมาก): ดาวสูญเสียคุณภาพ แม้ในราศีจักร (D1) จะดูเหมือนสถิตในเรือนที่ดีหรือมีตำแหน่งที่ดูเด่น แต่ในความเป็นจริงรากฐานของดาวไม่มีกำลังพอที่จะสนับสนุนดวงชะตาได้เลย และอาจส่งผลในเชิงลบ
ความแตกต่างระหว่าง ษัฑพละ และ วิญโศปะกะ พละ
- ษัฑพละ: วัดกำลังในเชิง "ปริมาณ" (Quantity) และพลังงานของดาว ว่าดาวดวงนั้นมีพละกำลังในการผลักดันเหตุการณ์มากแค่ไหน
- วิญโศปะกะ พละ: วัดกำลังในเชิง "คุณภาพ" (Quality) ว่าพลังงานที่ดาวมีอยู่นั้น เป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ ราบรื่น และให้คุณประโยชน์แก่ดวงชะตาจริงๆ หรือไม่
ในทางปฏิบัติ การจะตัดสินว่าดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งจะสามารถให้คุณประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไร้อุปสรรค จึงควรพิจารณาดาวที่มีค่า ษัฑพละ สูง ควบคู่ไปกับคะแนน วิญโศปะกะ พละที่ดีเสมอ
วิธีอ่าน: ดาวที่ได้คะแนนสูง (สีเขียว ≥15) คือดาวที่ตกตำแหน่งดีสม่ำเสมอในหลายวรรคะ ให้ผลดีและมั่นคง ส่วนคะแนนต่ำ (สีชมพู) สะท้อนว่าดาวอ่อนแอเมื่อพิจารณาเชิงลึก แม้ในดวงหลัก (D1) อาจดูปกติ
19. ภาวพละ — กำลังของเรือนทั้ง 12
ภาวพละวัด "กำลังของเรือน" (ภาว) ทั้ง 12 เรือน แทนที่จะวัดดาว โดยรวมหลายปัจจัย: เรือนนั้นเป็นเคนทระ/ปณผระ/อาโปกลิมหรือไม่ (ทำเลของเรือน) มีดาวศุภเคราะห์/บาปเคราะห์สถิตหรือเล็ง และเจ้าเรือนแข็งแรงเพียงใด เรือนทั้ง 12 มีชื่อกำกับ เช่น ตนุ(1) กดุมพะ(2) สหัชชะ(3) ... จนถึง วยะ(12)
วิธีอ่าน: เรือนที่มีภาวพละสูงคือด้านชีวิตที่ "แข็งแรง" มีแนวโน้มราบรื่นและให้ผลดี ส่วนเรือนกำลังต่ำเป็นด้านที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่า เช่น ถ้าเรือน 7 (ปัตนิ/คู่ครอง) อ่อน อาจสะท้อนความท้าทายเรื่องความสัมพันธ์ — ใช้ชี้ว่าด้านใดของชีวิตได้เปรียบหรือต้องระวัง
20.โทษร้ายต่างๆในดวงชะตา
***ประกาศ***
อาศรมศรีจักรนารท โดย อ.ณภัทร ศรีจักรนารท (AstroNeemo) ได้เริ่มเปิดสอน"โหราศาสตร์ภารตะ"หรือ"โหราศาสตร์พระเวท" ฟรี!!! ทางออนไลน์แล้ว
1.กดติดตาม เพื่ออ่านบทความใหม่ๆ ผ่าน Facebook ของอาจารย์
2.รวมความรู้โหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/2016-09-26-02-29-18.html
3.รวมบทเรียนโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-07-05-21-50/vedic-astrology-lesson.html
3.TikTok : astroneemo
*******************************
บริการของเราด้วยโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ)
ดูฤกษ์ออกรถ ดูฤกษ์ยกเสาเอก ดูฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ดูฤกษ์เปิดกิจการใหม่ ดูฤกษ์จดทะเบียนบริษัท ดูฤกษ์แต่งงานพิธีไทย-ฤกษ์จดทะเบียนสมรส ดูฤกษ์เปลี่ยนชื่อ ดูฤกษ์ตั้งศาลพระภูมิ ดูฤกษ์เข้าทำงานใหม่ ดูฤกษ์ลาสิกขาบท ดูฤกษ์โกนผมไฟ ดูฤกษ์ผ่าคลอด ดูฤกษ์มงคลอื่นๆ
ดูฮวงจุ้ย-แก้ฮวงจุ้ย คำนวนดวงพิชัยสงคราม-เสริมดวง-แก้ดวง ดูดวงชะตาด้วยโหราศาสตร์พระเวท(โหรภารตะ)
*******************************






















