|
"ลองคิดพิจารณาดูสิ............." แท้ที่จริงแล้ว ปุถุชนทั้งหลายที่กำลังวุ่นวายอยู่กับเรื่องราวของทางโลก หากได้มีสติรู้แจ้งในฉับพลัน .........เมื่อตื่นก็จะพบว่า เมฆหมอกควันไฟได้สลายจางหายไป.........ฝุ่นละอองแห่งความเศร้าหมองก็จะมิบังเกิด" >คติธรรม-พระธรรมาจารย์ซินเต้า
พระธรรมาจารย์ซินเต้า 開山和尚
พระธรรมาจารย์ซินเต้าเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มธรรมศึกษาเขาคิชกูฎ(หลิงจิวซาน) ณ.ประเทศไต้หวัน และก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลก และก่อตั้ง องค์กรเอกชนระหว่างประเทศชื่อองค์กรครอบครัวรักสันติแห่งโลกGlobal Family for Love and Peace
ท่านได้ถือกำเนิดเมื่อปี คศ. 1948 บรรพบุรุษเป็นชาวมณฑลอวิ๋นหนาน วัยเด็กขาดที่พึ่งพักพิง กลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่แถบชายแดนพม่า เมื่ออายุ 13 ปีก็ได้ติดตามกองทัพจีนคณะชาติเดินทางกลับมาไต้หวัน
เมื่ออายุ 15 ปี เกิดศรัทธาปสาทะอย่างยิ่งในมหาปณิธาณและมหากรุณาของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนอิม) เกี่ยวแก่ การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ และปณิธาณการโปรดสัตว์ เช่น “จักไม่ยอมหยุดพักหากไม่บรรลุพุทธะ” “สัจจะธรรมโปรดสรรสัตว์” จนเกิดศรัทธาอันแรงกล้าถวายชีวิตอุทิศแด่พระรัตนตรัย ปฎิญาณเพียรศึกษาพระธรรม เพื่อโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย
เมื่ออายุได้ 25 ปีก็ได้ออกพรรพชาอุปสมบทในบวรพุทธศาสนา และได้ออกบำเพ็ญธุดงควัตร จาริกไปทั่วเกาะไต้หวันกว่า 10 ปี บบรลุเมื่อต้นปี คศ.1983 พระอาจารย์ได้จาริกถึงภูเขาฟุหลงซาน และได้บำเพ็ญเพียร ณ.ถ้ำฝ่าหัวต้ง โดยการอดอาหาร
บำเพ็ญธรรมอดอาหารกว่า 2 ปี โดยปณิธาณอันแรงกล้าที่จะโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หมดสิ้น และดำเนินสู่โพธิมรรค
http://www.093.org.tw/
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วัดหลิงจิวซานได้อัญเชิญพระเชียงแสนจากประเทศไทยไปไต้หวัน
สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศ มอบพระพุทธชินราชให้แด่พระอาจารย์ซินเต้า

พระอาจารย์ได้รับการอุปสมบทอีกครั้งแปรญัติเป็นพระสงฆ์เถรวาท(สายพม่า)
พระอาจารย์ร่วมบุญกับพระสงฆ์พม่า
ปี คศ. 2002 พระอาจารย์ได้รับอภิเษกเป็นพระมหาวัชราจาย์นิกายนิงมา-กากยู
หลวงพ่อจำเนียร ได้ไปเยียมพระอาจารย์ซินเต้าที่ไต้หวัน

พระพุทธไสยาสน์ พระชิืนสีห์ พระศรีศาสดา ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ได้รับประทานอนุญาตให้หล่อองค์จำลอง ประทานให้แก่วัดหลิงจิวซานไต้หวัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ภาพพระอาจารย์โบกมือลาญาติโยม ขณะเข้าอฐิษฐานจิตภาวนาบำเพ็ญนิโรธสมาบัติบนเขาและอดอาหารเป็นระยะเวลา 8 เดือน เมื่อปี 2552


เมื่อครบ 8 เดือน สถานีโทรทัศน์ไต้หวันทุกช่องประโคมข่าวการออกจากนิโรธสมาบัติของท่านอาจารย์
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





ภาพขณะที่ท่านบำเพ็ญสมณธรรมเข้านิโรธสมาบัติอดอาหารในถ้ำ เป็นระยะเวลา 2 ปีเต็ม เมื่อ 20ปีก่อน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



ชีวิตฆราวาสในวัยก่อนเบญจเพส
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



เริ่มเพศบรรพชิตบำเพ็ญธรรม ถือโสสานิกังคะธุดงค์ ปฏิบัติธรรมในป่าช้า สุสาน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



ชีวิตนี้อุทิศเพื่อการเผยแผ่พระสัทธรรม
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แผนที่ตั้ง หลิงจิวซาน "คิชกูฏ อริยะบรรพต"ไต้หวัน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ประเทศสหภาพพม่า (เมียนม่าร์) แดนกำเนิดพระอริยะเจ้า


บ้านเดิมของท่านที่ประเทศพม่า


รับราชการทหาร
วัยเยาว์


ภาพแห่งความทรงจำ
ชีวิตในวัยหนุ่ม

เข้าสู่ร่มกาสาวพัตร

พี่สาวของท่าน

เข้าโรงเรียน


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------














งานเขียน"ธรรมะ" ของท่านอาจารย์
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------












บรรยากาศวัดหลิงจิวซาน ไต้หวัน
.....................................................................................................
ประวัติวัดหลิงจิวซาน -อวตังสกคัณฑวยูหอริยบรรพต 華嚴聖山
นิรชาติธรรมสถานเขาคิชกูฎ หรือ หลิงจิวซาน สถาปนาขึ้นในสาธารณรัฐจีนไต้หวันเมื่อปีมิ่นก๊กที่ 73 ณ.ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงไทเป โดยพระคณาจารย์ซินเต้ามหาเถระ เรียกว่า สวนสุพรรณพุทธเขตต์ แห่งวัดอริยะคีรี โดยมีวัตถุประสงค์สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธปฎิมากร 3 องค์จากประเทศไทย โดยรับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯแห่งราชอาณาจักรไทย โปรดเกล้าฯให้ทำการเททองหล่อพระพุทธปฎิมาองค์ปฐมคือ พระพุทธชินราช แห่งราชอาณาจักรสุโขทัยสมัยคริตศตวรรษที่ 14 และพระศรีศาสดา พระศรีศากยมุนี ตามลำดับ และเพื่อวัดหลิงจิวซานจะได้เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทเปและชาวไต้หวันทั้งมวล และเป็นจุดศูนย์รวมทางศาสนสัมพันธ์และศิลปวิทยาการที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สำหรับอาคันตุกะผู้มาเยือน
อริยบรรพต อริยบุคคล มหาปณิธาน聖山 聖人 宏願
หลังจากกลุ่มธรรมศึกษาเขาคิชกูฎเมื่อได้ก่อตั้งแล้ว พระคณาจารย์ซินเต้า ได้ปรารภถึงการใช้ชีวิตกับการบำเพ็ญฌานว่า “การดำเนินชีวิตจะต้องเข้าถึงเนื้อนาบุญ การทำงานจะต้องเข้าถึงการปฎิบัติธรรม” และได้อบรมสั่งสอนศิษย์ยานุศิษย์ให้ใช้สัญชาตญาณการรู้ของตนนั่นก็คือ”ปัญญา” นำมาส่องพิจารณาให้เห็นจิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ ในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยความวิริยะอุตสาหะอันไม่หยุดหย่อน การปล่อยวางจากสังคม ก็จะได้รับความความสุขสงบที่เกิดขึ้นในจิต.
ความรีบเร่งวุ่นวายในสังคมปัจจุบันกับความไร้จิตใจของสังคม กลุ่มธรรมศึกษาหลิงจิวซานจึงได้จัดงานกิจกรรมบำเพ็ญฌานที่เรียกว่า “093ฌาณแห่งสันติภาพ” โดยกระทำกิจกรรมทุกๆวัน เพื่อตระหนักให้ จิตใจว่างเปล่าคืนกลับมาเป็น 0 ปฎิบัติครั้ง 9 นาที วันละ 3 ครั้ง ก็เพื่อคนในยุครีบเร่งนี้ได้รับรู้ถึงความสงบสุขของจิตใจที่บริบูรณ์ 
การเผยแผ่พระธรรมของพระบรมศาสดาและการให้การศึกษา เป็นจุดประสงค์หลักของกลุ่มธรรมศึกษาหลิงจิวซาน โดยเน้นหลักธรรมปฎิบัติตามฌาณนิกาย จากมูลปณิธานเมื่อได้สถาปนาอารามก้ได้เน้นหนักในเรื่องของการรวมทั้งสามยานเข้าเป็นหนึ่ง นั่นก็คือ เถรวาทหรือสาวกยาน มหายาน และ วัชรยาน หรืออาจแบ่งเป็นอุตตรนิกาย ทักษิณนิกาย และวัชรนิกาย ซึ่งความจริงแล้วนั้นการแบ่งนิกายทั้งหลายก็เป็นกุศโลบายอันกรุณายิ่งขององค์พระตถาคตเจ้าเพื่อโปรดสัตว์ทั้งหลาย ที่ต่างคติและต่างทรรศน ให้ได้รับการเข้าถึงพระธรรมอันพระองค์ได้ประกาศไว้แล้วนั้น
จิตวิญญาณแห่งนาลันทา那爛陀精神
นาลันทา อยู่ใกล้กับเมืองราชคฤห์ ในสมัยพุทธกาลเมื่อประมาณสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว ซึ่งเคยเป็นสถานที่ที่พระบรมศาสดาได้เคยเสด็จมาประทับ และแสดงธรรมเทศนา โปรดเวไนยสัตว์ตลอดระยะเวลาที่ พระพุทธองค์ได้เสด็จจาริก โปรดเวไนยสัตว์ ในแคว้นมคธนั้น พระองค์มักทรงแวะ ประทับที่นาลันทา อยู่เสมอๆ ในครั้งนั้น นาลันทาเป็นเมือง ที่เจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง มีพลเมืองหนา แน่น และมีสวนมะม่วง อยู่แห่งหนึ่ง ชื่อว่า “ปาวาทิกัมพวัน” ซึ่งท่านปาวาทิกเศรษฐี ได้อุทิศถวายแก่หมู่สงฆ์.และในครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ตอบปัญหา แก่อุบาลีคหบดี และ ฑีฆตปัสสี ผู้เป็นสาวกคนสำคัญ ของนิครนถ์ ทำให้อุบาลีคหบดี เลื่อมใส ยอมตนเป็นอุบาสก.
นอกจากนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง เกวัฏฏสูตร แก่ท่านเกวัฏฏะคหบดี ผู้มั่งคั่งแห่งนาลันทา และได้แสดงธรรมโปรด อุบาสิกาผู้มีศรัทธา เข้มแข็งคนหนึ่ง ชื่อ โสนทินนาซึ่งก็อยู่ที่นาลันทานี้ด้วย.หลังพุทธศตวรรษที่ห้าเป็นต้นมา “นาลันทา”ก็ได้รับการบูรณะและสร้างพระอารามขึ้นใหม่เป็นจำนวนมากโดยได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์หลายๆพระองค์ในสมัยนั้น มีพระสงฆ์จำพรรษานับหมื่นรูป เป็นศูนย์กลางการศึกษาและเผยแพร่พระธรรมที่โดดเด่นและสำคัญที่สุด แม้กระทั่งหลวงจีนเหี้ยนจังแห่งราชอาณาจักรแห่งราชวงศ์ถังก็ยังได้จาริกมาเพื่อศึกษาพระธรรมณ.ที่แห่งนี้
“นาลันทา” มิเพียงแต่เป็นรากฐานของพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังได้สร้างพระอริยะสงฆ์ พระมหาเถระ และบูรพาจารย์
สายต่างๆของพุทธศาสนาไว้เป็นจำนวนมาก จน”นาลันทา”กลายเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา
กลุ่มธรรมศึกษาหลิงจิวซาน จึงได้อาศัยจิตวิญญาณแห่งนาลันทา ทำการสถาปนาอารามแห่งนี้ขึ้น โดยมหาปณิธานให้เป็นจุดศูนย์กลางการศึกษาธรรมปฎิบัติของยานทั้งสามที่สมบูรณ์ที่สุดดุจ “จิตวิญญา
ณแห่งนาลันทา”
| นิรชาติธรรมสถานแห่งหลิงจิวซาน |
 |
 |
 |
| เขียนโดย อาจารย์ นีโม่ |
| วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2010 เวลา 19:56 น. |
|

นิรชาติธรรมสถานแห่งหลิงจิวซาน
“เป็นที่กลับคืนสู่เหย้าของศิษย์แห่งพระตถาคต เป็นที่ที่แห่งการไม่กลับมาเกิดอีก เป็นที่ที่ผู้ปฎิบัติโพธิสัตว์มรรคทั้งหลายบรรลุสู่พุทธภูมิ”
เพื่อการบำเพ็ญที่บริสุทธิ์ พระธรรมมาจารย์ซินเต้า ก็ได้จาริกมาถึงถ้ำแห่งหนึ่งในเมืองฟุหลง และได้ทำความเพียรอยูในถ้ำแห่งนั้นต่อไป แล้วก็ทำการบำเพ็ญทุกขกิริยาอดอาหารต่อเนื่องเป็นเวลา ๒ ปีกว่า
จากนั้นลุเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๓ เพื่อโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย ท่านจึงได้ริเริ่มก่อตั้ง”นิรชาติธรรมสถานแห่งเขาคิฌชกูฏ(หลิงจิวซาน)” ผู้มีจิตศรัทธาจากทั้ง ๔ ทิศต่างก็หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย จากนั้นพระธรรมแห่งพระธรรมาจารย์จึงได้แผ่ไพศาลออกไปในทุกสารทิศ
ปี ค.ศ. ๑๙๘๓ ก็ได้ก่อตั้ง”กองทุนเพื่อการศึกษาวัฒนธรรมแห่งปัญญา” ขึ้น เพื่อจุดประสงค์ในการชี้แนะในการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมเป็นหลัก และในปลายปีเดียวกันนี้ก็ได้จัดตั้ง -“สมาคมธรรมบาล”ขึ้นมาอีก โดยใช้แนวคิดวิธีการแสดงความรักความเมตตาต่อกันเป็นบุญสัมพันธ์ ในการเผยแผ่ปัญญาและความสุขให้กว้างไกลออกไป และปรารถนาหวังให้ทุกๆคนกลายเป็นพระมหาปิติโพธิสัตว์ ที่แสดงออกซึงความยินดีและปรารถนาดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอสังคมทั้งหลาย ย่อมอยู่ด้วยความสุขและสมานฉันท์
ต่อมาปี คศ. ๑๙๙๔ ท่านก็ได้ดำริจัดตั้ง”มูลนิธิเมตตาธรรมแห่งหลิงจิวซาน”ขึ้น โดยใช้หลัก”ชีวิตให้ชีวิต ชีวิตอุทิศแด่ชีวิต” เป็นแนวทางในการปฎิบัติและสร้างจิตสำนึกให้เกิดความห่วงใยต่อสรรพชีวิตทั้ง หลาย เพื่อสร้างชีวิตให้เกิดความสมบูรณ์และประสบความสำเร็จ จนกระทั่งสามารถสร้างสรรค์ความดีงามความสมานฉันท์ให้เกิดแก่สังคม และทำความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นในจิตใจ ซึ่งสามารถที่จะเปลี่ยนบรรยากาศให้กับสังคมให้เป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้นได้ จนถึงการสร้างเสริมกิจกรรมร่วมกัน ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน และช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้ออาทรซึ่งกันและกันในสังคม และในปีเดียวกันนั้นเองก็ได้มีการก่อตั้ง”มูลนิธิพิพิธภัณฑ์ศาสนาสากลเพื่อ การพัฒนา”ขึ้นอย่างเป็นทางการ วัตถุประสงค์เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันในการสร้างความรักสามัคคีต่อกันในระหว่าง ศาสนิกต่างศาสนา และเพื่อที่จะสร้างรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่บริบูรณ์พร้อมด้วยสติปัญญาให้ ปรากฏในท่ามกลางสังคมและชีวิตที่สับสนวุ่นวาย
ต่อ มาในเดือนพฤศจิกายน ปี คศ.๒๐๐๑ การจัดจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ศาสนาสากลจึงได้แล้วเสร็จ นับจากนี้ไปงานเผยแผ่พระธรรมคำสอนขององค์พระบรมศาสดาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็ได้ก้าวขึ้นไปอยู่บนเส้นทางแห่งโพธิสัตว์มรรคเรียบร้อยแล้ว

|
| ชาติภูมิแห่งพระผู้สถาปนาอริยะบรรพต |
 |
 |
 |
| เขียนโดย อาจารย์ นีโม่ |
| วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2010 เวลา 19:55 น. |
|

ชาติภูมิแห่งพระผู้สถาปนาอริยะบรรพต (หลิงจิวซาน ไต้หวัน)
พระธรรมาจารย์ซินเต้า ถือกำเนิดในตระกูลชาวนาครอบครัวหนึ่ง ซึ่งอยู่อาศัยบริเวณเชิงเขาในประเทศพม่า เมื่ออายุได้ 4ขวบ ก็ได้ลิ้มรสแห่งความเป็นอนิจจัง และความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ท่านได้สูญเสียบิดามารดาทั้งสองท่านไปในระหว่างสงคราม ทำให้ชีวิตในวัยเยาว์อันสุดแสนจะรันทด ก็ต้องทนเดินทางเร่ร่อนพเนจรไปกับน้าเขยอยู่นานนับแรมปี
จวบ จนเมื่ออายุได้ 9 ขวบ จึงได้อาศัยหยุดอยู่ ณ. หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง และได้มีวาสนาพบเห็นพระอริยเจ้าซึ่งได้บรรลุอรหันต์รูปหนึ่ง สำแดงปาฎิหาริย์ให้ประจักษ์แก่สายตาทำการเดินบนผิวน้ำในสระน้ำแห่งหนึ่ง โดยเท้าทั้งสองมิได้เปียกน้ำเลยแม้แต่น้อย นับแต่นั้นมาท่านจึงได้เกิดความตั้งใจปรารถนาที่จะมีอิทธิฤทธิ์ดั่งพระ อรหันต์องค์นั้นให้ได้เมื่อเจิญวัยขึ้น
เมื่อท่านอายุได้ 15 ปี ก็มีโอกาสได้ยินเสียงสวดสรรเสริญพระนามของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(กวนอิม )เป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งแม้จะเป็นเพียงการได้ยินได้ฟังเป็นครั้งแรก ก็ได้ทำให้ท่านได้เกิดความรู้สึกและสัมผัสรับรู้ถึงมหาปณิธาณแห่งความเมตตา กรุณาอันยิ่งใหญ่ในพระนามนั้น จนเกิดมหาศรัทธา มหาปิติกระทั่งกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จนต้องร่ำไห้ออกมา แล้วจึงได้เริ่มตั้งปณิธานไม่ขอเบียดเบียนสรรพชีวิต งดเว้นอาหารเนื้อสัตว์นับแต่บัดนั้น
อายุ 16 ปีได้แสดงปณิธาณอันแน่วแน่ที่จะโปรดสรรพสัตว์ โดยการสักอักษรไว้ที่แขนทั้งสองข้างความว่า”มุ่งมั่นบรรลุธรรมบูชาคุณพระ อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หากไม่สำเร็จพุทธะข้าฯจะไม่ขอหยุดพัก”
ครั้น ล่วงถึงวัยเบญจเพส(อายุ๒๕ปี) ก็ได้อุทิศตนเข้าบรรพชาอุปสมบทในบวรพุทธศาสนา และเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์เย่หลิน เมื่ออายุได้ ๒๖ ปีจึงตัดสินใจใช้การบำเพ็ญสมาธิภาวนาเพื่อขัดเกลากิเลสอย่างจริงจัง โดยการเก็บตัวนั่งสมาธิภาวนา วันหนึ่งๆจะบำเพ็ญสมาธิภาวนาไม่ต่ำกว่าวันละ ๑๘ ชั่วโมงขึ้นไป และฉันอาหารเจเพียงวันละ ๑ มื้อ กลางคืนอฐิษฐานจิตไม่ยอมนอน ก็เพื่อหวังที่จะ หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งมวล
จากนั้นก็เร่งความเพียรบำเพ็ญมากขึ้นโดยการสมาทานโสสานิกังคะธุดงค์ อาศัยอยู่ในสุสาน ณ วัดโบราณหยวนหมิง และป่าช้าสถูปอัฐิ เขตซื่อจื่อหลุน ฯลฯ จากการที่ท่านได้ทำการจาริกธุดงค์ก็ได้พิจารณาและได้มองเห็นถึง ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ของสรรพสิ่ง ท่ามกลางความตายในสุสานสานทั้งหลาย ก็ได้บรรลุถึงความปล่อยวาง
เมื่อครั้งบำเพ็ญธรรม ณ ในถ้ำซึ่งสร้างดุจดังภาพมายา ในเขตยี่หลัน ท่านพระธรรมมาจารย์ในเวลานั้นอายุล่วงได้ ๓๕ปีแล้ว ก็เริ่มบำเพ็ญทุกขเวทนาอย่างอุกฤษฎ์มากจนถึงขั้นละเว้นจากการฉันอาหารทุก ชนิด ก็เพื่อที่จะพัฒนาภูมิธรรมในขั้นสูงขึ้นไป
|













|