Notice: unserialize(): Error at offset 681019 of 712671 bytes in /home/astronee/domains/astroneemo.net/public_html/libraries/joomla/cache/controller.php on line 205 3.ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ - อาศรมศรีจักรนารท พระเวทโหราศาสตร์

 

การให้ฤกษ์ย้ายเข้าบ้านใหม่(เข้าอยู่อาศัยเป็นครั้งแรก)

 


   

บริการดูฤกษ์มงคล ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ฤกษ์เข้าบ้านใหม่   ฤกษ์ย้ายบ้าน  2560

 

 

กษ์ ยามคือสิ่งที่ บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานสนามแม่เหล็กโลก พลังงานสนามแม่เหล็กของจักรวาล และพลังงานสนามแม่เหล็กเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล "ฤกษ์ยามที่ดีและถูกต้อง"เท่านั้นจึงจะสามารถแก้ไขอุปสรรคต่างๆที่เข้ามาในในชีวิตและพื้นดวงชาตาเดิมได้ โดยจะต้องคำนวนความสัมพันธ์ระหว่าง ฟ้า-ดิน-คน ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นฤกษ์ยามที่คำนวนความสัมพันธ์ของพื้นดวงเดิมของเจ้าการเท่านั้น จึงจะทำได้
ส่วนฤกษ์ยามตามปฎิทินฤกษ์ยามต่างๆ(ฤกษ์โหล) นั้น ไม่อาจจะมาทดแทนได้ เพราะต้องใช้ผู้รู้ทางวิชาโหราศาสตร์เท่านั้นจึงจะหาความสัมพันธ์และฤกษ์ยาม ที่ดีเป็นมงคลได้
ตัวอย่างเช่น หากมีคนมาบอกว่าวันนี้จะมีพายุใหญ่ จงอย่านำเรือออกทะเล หากมีคนเชื่อไม่นำเรือออกทะเลในวันนั้นก็ต้องพบกับอุปสรรคและลมมรสุมต่างๆ นาๆ ดีไม่ดีเรืออาจอัปปางเอาได้ แต่หากมีคนเชื่อไม่ออกเรือในวันนั้นก็จะพบกับความสวัสดีอยู่รอดปลอดภัย ไม่มีปัญหาใดใดเกิดขึ้น ฤกษ์ยามก็เป็นอย่างนี้ หากมีคนเชื่อและปฎิบัติตามอย่างน้อยเขาก็จะไม่พบกับความวิบัติร้ายแรง หรือไม่ก็บรรเทาผลร้ายที่จะเกิดมีขึ้นในชีวิตได้ไม่มากก็น้อย

การให้ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่/ย้ายเข้าบ้านใหม่

ใน สมัยโบราณท่านมหาฤาษีผู้รจนาคัมภีร์โหราศาสตร์แห่งพระเวทและฤกษ์ยามต่างๆ(มุหูรตะ)ได้กล่าวเอา ไว้ว่า การสร้างรากฐานอาคารบ้านเรือนสำหรับอยู่อาศัยนั้นมีส่วนประกอบอยู่ 4ประการคือ

1.การวางรากฐาน (หรือยกเสาเอก วางศิลาฤกษ์ ฯลฯ)

2.การขุดบ่อน้ำ (ในปัจจุบันไม่มีธรรมเนียมนี้แล้ว)

3.การเข้ากรอบประตู (ในปัจจุบันก็ไม่มีธรรมเนียมนี้แล้ว)

4.การเข้าอยู่บ้านใหม่ หรือการขึ้นบ้านใหม่

ท่ามหาฤาษีกล่าวว่าประการที่ 1 และ 4 สำคัญมากที่สุดในการหาฤกษ์ยามเพื่อความสุขสวัสดีของผู้อยู่อาศัย

การหาฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่นี้ ก็อาจจะเป็นบ้านที่สร้างใหม่ หรือบ้านมือสองแต่เราเข้าไปอยู่ใหม่ การ เข้าไปอยู่อาศัยในครั้งแรกก็ต้องหาฤกษ์ยามที่ถูกต้องตามระบบโหราศาสตร์เพื่อ เป็นหลักประกันได้ว่า การอยู่อาศัยในที่แห่งใหม่นี้จะนำความเจริญรุ่งเรือง ความปลอดภัยจากอัคคีภัย โจรภัย โรคภัยและความวิบัติอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยหลักวิชานี้ได้สืบทอดมาแต่โบราณมานานนับพันๆปี

มี หลายท่านโทรมาเนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นฤกษ์ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ไม่ใช่นะครับ การทำบุญขึ้นบ้านใหม่สามารถทำได้ตลอดไม่ต้องดูฤกษ์ครับ แต่การเข้าไปอยู่บ้านใหม่ครั้งแรก ต้องดูฤกษ์ (จำเป็นมาก) เมื่อเข้าอยู่บ้านใหม่ ย้ายเข้าของครบหมดแล้วจึงค่อย"ทำบุญขึ้นบ้านใหม่"

การทำบุญเลี้ยงพระก็ไม่เกี่ยวกับฤกษ์ สามารถทำได้ทุกๆวัน คนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ต้องหาฤกษ์นั้นเป็นการเข้าใจผิด และไม่ผลกับฤกษ์เลยแม้แต่น้อยฤกษ์คือการกระทำครั้งแรก /การเริ่มต้นครั้งแรก หมายความว่าการเข้าไปอยู่อาศัยในครั้งแรก/คืนแรกจึงจะมีผลต่อความเจริญรุ่งเรืองหรือความวิบัติเสียหาย ต่อผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าคุณจะมีการทำพิธีหรือไม่ก็ตาม จะดูฤกษ์หรือไม่ก็ตาม ผลดีร้ายในวันนั้นจะส่งผล100เปอร์เซ็นต์เต็ม หากได้วันดีสมพงษ์กับดวงของเจ้าของบ้านก็จะดีต่อผู้อยู่อาศัยตลอดไป หากได้วันร้ายก็ส่งผลร้ายต่อเนื่องไปตลอด

***หากท่านต้องการทราบรายละเอียดและความหมายเกี่ยวกับการดูฤกษ์ อ่าน "กฎเกณฑ์การให้ฤกษ์" คลิ๊กที่นี่..

หมายเหตุ 1)หากสงสัยว่าวิชาโหรฯมีการคำนวนดวงชาตาของฤกษ์ยามที่ละเอียดซับซ้อนและแตกต่างจากวิชาอื่นๆอย่างไร กรุณาอ่านบทความ โหราวิทยา บทที่ 4 การคำนวนกำลังดาวเคาระห์และเรือนชาตาโดยคลิ๊ก โหราวิทยาบทที่ 4 การคำนวณกำลังดาวเคราะห์และเรือนชาตา

หมายเหตุ 2) หากท่านเข้าใจว่าวิชาโหรฯเป็นวิชาที่งมงายไร้เหตุผล ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มีหลักการ ขอให้ท่านเข้าไปศึกษา วิชาการคำนวณดวงชาตาของโหรฯเสียก่อน โดยคลิ๊ก การคำนวณดวงพิชัยสงคราม,คัมภีร์สุริยยาตร์และมานัตต์

 *หากต้องการเชิญอาจารย์ไปทำพิธีให้กรุณาแจ้งแต่เนิ่นๆนะครับ เพราะเดือนๆหนึ่งอาจารย์รับทำให้แค่ไม่กี่รายเท่านั้นเพราะมีวันฤกษ์ดีเพียง3-4 วันเท่านั้นเอง วันไหนฤกษ์ไม่ดีก็ไปทำให้ไม่ได้ กรุณาโทรติดต่อสอถามได้ที่คุณ กมล 085-832-8228

ความจริงเรื่องฤกษ์ยามที่ถูกต้องตามหลักโหรฯ จะมีคุณประโยชน์ดังนี้
1.สามารถก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ตามที่เราปรารถนา(ตามกำลังของฤกษ์ในขณะนั้นๆ)
2.สามารถแก้ไขดวงชาตาเดิมของเจ้าของ จากร้ายกลายเป็นดีได้ (ตามกำลังของฤกษ์ในขณะนั้นๆ)
3.สามารถที่จะบรรเทาและสลายผลร้ายต่างๆ ที่อาจจะจะเกิดขึ้นมาในอนาคตจากหนักเป็นเบา หรือจากเบาเป็นไม่มี (ตามกำลังของฤกษ์ในขณะนั้นๆ)

ดัง นั้นหัวใจของฤกษ์ยามที่ถูกต้องก็คือ การใช้ฤกษ์บนและฤกษ์ล่างให้สัมพันธ์กัน เพื่อให้เกิดศุภอิทธิพล เป็นศุภผลแก่เจ้าการ หรือเจ้าของงานที่จะกระทำการโดยฤกษ์นั้นๆ

 

 

 

 

การ คำนวนฤกษ์จะเร็วจะช้าจะยากหรือง่ายก็ขึ้นอยู่กับดวงชาตาของบุคคลนั้นๆ ว่าช่วงเดือนนั้นหรือในระหว่างปีนั้นมีช่วงที่ดีเป็นมงคลกับดวงชาตานั้นๆ หรือไม่และจะต้องหลีกเลี่ยงผลร้ายและปรับปรุงดวงฤกษ์อย่างไรจึงจะสมพงษ์กับ ดวงชาตาของเจ้าชาตาและกิจการที่จะต้องกระทำในช่วงนั้นหากตรวจสอบพบว่ามี เคราะห์หามยามร้ายในช่วงนั้นพอดี โหรจะต้องปรับดวงฤกษ์อย่างไรจึงจะสลายผลร้ายอันนั้นให้ลดลงหรือหลีกเลี่ยงไป ให้ได้ และพยายามส่งเสริมจุดที่ดีในดวงชาตาให้โดดเด่นขึ้นโดยใช้ฤกษ์ยามซึ่งเป็น พลังงานพิเศษจากฟากฟ้ามาเป็นตัวช่วยในการส่งเสริมและแก้ไขดวงชาตาฉะนั้นใน การแก้ไขดวงชาตาในหลักวิชาโหรนั้น มีเพียงการใช้"ฤกษ์ยามที่สมพงษ์กับเจ้าชาตาเท่านั้น"จึงจะสามารถเปลี่ยน แปลงดวงชาตาจากร้ายให้กลายเป็นดีขึ้นได้

 

ในการขอฤกษ์ ผมจะใช้เวลาประมาณ 1 วันในการคำนวนหาฤกษ์ หากท่านส่งข้อมูลมาพร้อมทั้งแจ้งการโอนค่าบูชาครูมาภายในวันนี้ ท่านก็จะได้รับฤกษ์ภายในพรุ่งนี้หรือไม่เกิน 24 ชมในกรณีปกติ หากดวงชาตาของท่านหาฤกษ์ได้ยาก ก็อาจจะได้ฤกษ์ภายใน 2-3วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นดวงของท่านเอง ในการหาฤกษ์ สิ่งที่ต้องการก็คือ

1. ดวงชาตาเจ้าการ หรือเจ้าของบ้าน เป็นชายหรือหญิง วันเดือนปีเกิด เวลาเกิด และจังหวัดที่เกิด หากเป็นสามีภรรยาก็ต้องแจ้งมาทั้งสองท่านและบอกอาชีพมาด้วย

2. เวลาที่ต้องการจะขึ้นบ้าน หรือย้ายเข้าไปอาศัยบ้านใหม่โดยเคร่าๆ ว่าประมาณวันไหน เดือนอะไร และที่จังหวัดไหน

3. มีคนอาศัยอยู่กี่คน เป็น พ่อ แม่ ญาติ พี่น้องลูกหลานกี่คน

4. เป็นบ้านใหม่หรือบ้านมือสอง

5. ลักษณะบ้านเป็น ทาว์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว อาคารพานิชย์ คอนโด ต้องระบุด้วย

6. บ้านหันหน้าไปทิศไหน

7. บ้านที่อยู่อาศัยใช้ทำอะไรด้วย เช่นค้าขายด้วย หรือเปิดสำนักงานอื่นๆด้วย หรือ ต้องการดวงฤกษ์เด่นด้านไหน ให้คุณเรื่องอะไร เช่นค้าขายดี หรือได้เลื่อนตำแหน่ง มีคนนับหน้าถือตา หรือ ช่วยทำมาหากิน โชคลาภ ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ต้องเขียนให้ครบนะครับ แล้วไปสู่ขั้นตอนที่ 3

ทั้งหมดนี้ต้องเขียนให้ครบนะครับ แล้วไปสู่ขั้นตอนที่ 3

ปัจฉิมลิขิต ทาง อาศรมจะให้ฤกษ์ที่ดีที่สุดเพียงฤกษ์เดียวในช่วงระยะเวลาที่คุณระบุมาเท่า นั้น ทางเราไม่มีฤกษ์เผื่อเลือก เช่น ขอหลายๆฤกษ์ ไม่มีฤกษ์โหลๆ เช่นวันนี้วันดีแต่งงานได้ทุกคู่ หรือวันนี้วันดีออกรถได้ทุกคน หรือฤกษ์ตามใจฉัน ฤกษ์ตามใจผู้ใหญ่ หรือชอบฤกษ์ที่ฉันสะดวก หรือต้องการฤกษ์ชั้น 2 ชั้น 3 หรือต้องการฤกษ์ที่ตัวเองไปเสริชร์หาในเน็ต หรือเปิดปฏิทินดูเองแล้วนึกว่าเป็นฤกษ์ดี หรือ ไปขอฤกษ์จากอาจารย์ท่านอื่นที่ให้แต่วันมา แต่กลับไม่มีเวลาให้ แล้วจะมาขอเวลาฤกษ์ อย่างนี้เป็นต้น

ฤกษ์ ชั้น 1 หรือ ฤกษ์ยามชั้นสูงของวิชาโหราศาสตร์พระเวทระบบนี้คำนวณยากและหาฤกษ์ได้ยากกว่า ระบบอื่นและจะต้องคำนวน ให้ถูกต้องตามหลักวิชาต้องเป็นมงคลที่สุดและดีที่สุดสำหรับผู้มาขอฤกษ์เท่า นั้น ท่านไหนสามารถนำไปใช้ได้ก็ถือว่าเป็นคนมีบุญ และเป็นศิริมงคลเกิดความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองสำเร็จสมหวังตามปรารถนา แต่ท่านไหนมีวิบากกรรมเจ้ากรรมนายเวรขัดขวางหรือวาสนาไม่ถึงฤกษ์ ก็นำไปใช้ไม่ได้ ส่วนโหรผู้ให้ฤกษ์ก็ไม่สามารถทำแบบมักง่ายหรือให้ฤกษ์แบบตามใจท่าน เพราะหากเกิดความวิบัติใดใดแก่ผู้ใช้ฤกษ์ ตัวโหรผู้ให้ฤกษ์ก็ต้องรับผลกรรมอันนั้นด้วย ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านก็ได้สาปแช่งให้เกิดความวิบัติแก่ตัวโหรผู้ให้ฤกษ์ผิดๆ โดยหวังจะเอาลาภสักการะ หรือทำแบบสุกเอาเผากิน ดังนั้นจึงได้โปรดได้เข้าใจในกฏข้อนี้ด้วย

 
 

สำหรับ ท่าน ที่เกิดต่างประเทศ /อาศัยอยู่ในต่างประเทศ /ต้องการใช้ฤกษ์มงคลเพียงแค่แจ้งชื่อเมือง /ประเทศ/รัฐ /เวลาท้องถิ่น/เวลา DST ที่ท่านเกิดหรือเมืองที่ต้องการประกอบการมงคลต่างๆ ส่วนผมจะแจ้งฤกษ์มงคลตามเวลาท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่โดยคำนวนจาก Time Zone,DST,GMT,Lat-Long ซึ่งจะแม่นยำและไม่ผิดพลาด

ในการขอฤกษ์ท่านสามารถส่งข้อมูลได้ 3 แบบคือ

1.1.ผ่านแบบฟอร์มที่กำหนด(แบบใหม่ใช้ง่ายปลอดภัย และปกปิดข้อมูลส่วนตัวของคุณเป็นความลับ)

2.อีเมล์มาที่ผมโดยตรง โดยใช้วิธีดาวน์โหลดแบบฟอร์ม(MS Word)

3.Fax รายละเอียดการขอฤกษ์มาที่ 0-2733-3585 แต่ขอให้ตัวหนังสือใหญ่และต้องคมชัด ส่วนมากที่ส่งมามักจะอ่านไม่ค่อยออกต้องโทรกลับไปถามบ่อยๆ

ขอความกรุณาอย่าโทรมาบอกให้ผมจดรายละเอียดในการขอฤกษ์ของท่าน เพราะผมไม่สะดวกจดจริงๆครับ ต้องขออภัย

หากต้องการสอบถามรายละเอียดก่อน คลิ๊กที่นี่..

กรุณากรอกแบบฟอร์มเพื่อขอฤกษ์ โดยคลิ๊กที่แบนเนอร์ข้างล่างนี้/หรือใช้วิธีดาวน์โหลดแบบฟอร์ม(MS Word)

  แบบฟอร์มขอฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่.doc Download


 

 

 

ค่าครูบูชา ฤกษ์ ๕๕๙.- / ต่อครั้ง หากต้องการขอใหม่คุณต้องทำบุญค่ายกครูใหม่

ค่า บุูชาคำนวนฤกษ์ของระบบ"โหร" ที่มีประสบการณ์โดยปกติทั่วไป จะมีการกำหนดไว้ที่ประมาณ 1,500-2,500 บาทต่อ 1 ฤกษ์ แต่เพื่อเป็นการสืบสานวิชาการให้ฤกษ์ยามที่ถูกต้องตามระบบโหราศาสตร์ และเพื่อการรักษาขนบประเพณีไทยโบราณมิให้สูญหายไป อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความเข้าใจต่อวิชาโหรฯว่าเป็นวิชาที่มีหลักการที่ เป็นระบบ มีแบบแผน ถ่ายทอดสืบต่อกันมานานนับพันๆปี เป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ เป็นของสูงมีค่าควรเมือง มิใช่นำไปทำนายกันเล่นๆ อย่างที่เราเห็นๆกันโดยทั่วไป และเพื่อเปิดโอกาสให้กับคนทุกชนชั้น ได้มีโอกาสได้ใช้ฤกษ์ยามของระบบโหรที่ถูกต้อง ทางอาศรมฯจึงกำหนดอัตราค่าครูเพียง 559 บาทเท่านั้น

รายได้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดทำข้อมูลและบริหารเว็บไซด์ และเพื่อเผยแพร่ความรู็เชิงวิชาการด้านโหราศาสตร์ ธรรมะ ฯลฯ แก่สาธารณะชน และอีกส่วนหนึ่งนำไปทำบุญกุศลต่างๆตามกฏเกณฑ์ของโหร

 

ท่านสามารถชำระค่าบูชาครู ผ่านระบบ Paypal ,บัตรเครดิต,บัตรเดบิต ของทุกธนาคารได้แล้ว วิธีใช้คลิ๊กที่นี่

ชำระเงินโดยคลิ๊กปุ่ม Paypal ด้่านล่างนี้

 

การแจ้งการโอนเงินชำระค่าบูชาครู

เมื่อ ท่านได้ชำระค่าครูบูชาฤกษ์แล้วกรุณาแจ้งการโอนเงินมาทาง SMS ที่หมายเลข 085-832-8228 หรือ e-mail แจ้งมาที่ kamol_jsk[@]hotmail.com หรือ Fax รายละเอียดมาที่ 0-2733-3585
หรือแจ้งการโอนเงิน ได้ที่เมนูหน้าเว็บไซด์หรือคลิ๊กที่นี่ "แบบฟอร์มแจ้งการโอนเงินค่าบูชาครู"

 

ปัญหา ที่พบบ่อยมากก็คือเมื่อท่านทำการส่งข้อมูลและได้ทำการโอนเงินชำระค่าครูแล้ว มักจะไม่ค่อยได้แจ้งการโอนเงิน ทำให้ได้รับฤกษ์ล่าช้า (เนื่อง จากการทำการขอฤกษ์ยามมงคลจะต้องมีค่าบูชาครูเพื่อที่จะให้คุณได้ฤกษ์ยามจาก ครูบาอาจารย์ที่ถูกต้องจะไม่เป็นหนี้เวรหนี้กรรมต่อกันในการติดค้างครู อาจารย์ และโหรผู้คำนวนฤกษ์ก็จะไม่ต้องรับวิบากผลในการให้ฤกษ์ยามในการแก้ดวงชาตาให้ กับท่าน) หากได้ทำการชำระค่าครูแล้วกรุณาโทรแจ้งคุณกมล (คุณบอย) 085 832 8228 หรือแฟกซ์ / อีเมล์ตามรายละเอียดข้างต้น

ขอความกรุณาอย่าโทรมาบอกให้ผมจดรายละเอียดในการขอฤกษ์ของท่าน เพราะ

หาก ท่านไม่ได้แจ้งเข้ามา เราก็จะไม่สามารถตรวจสอบว่ายอดเงินนี้เป็นของท่าน เพราะยอดเงินจะเหมือนกันทั้งหมด จะทำให้ท่านได้รับฤกษ์ล่าช้า

ทางอาศรมฯของเราปกติ มิได้เปิดรับแขก หรือลูกค้าหรือบุคคลทั่วไป ให้ มาดูฤกษ์ที่อาศรมฯ เพราะเราเป็นที่สัปปายะซึ่งต้องการความสงบ เราจึงมีบริการคำนวนฤกษ์เฉพาะทางเว็บไซด์หรืออีเมล์เท่านั้น จึงต้องขอภัยทุกๆท่านมา ณ ที่นี้

 

 

 

 

 

และ เมื่อผมได้รับการยืนยันการชำระค่าครูบูชาฤกษ์แล้ว จะดำเนินการจัดส่งฤกษ์มงคลให้กับท่านทางอีเมล์ ภายใน 24 ชั่วโมงและ SMS แจ้งทางหมายเลขมือถือที่ท่านได้ให้ไว้ตอนกรอกแบบฟอร์ม

ฤกษ์มงคลที่ท่านจะได้รับมีดังนี้

1.ฤกษ์วันและเวลาเข้าบ้านใหม่ที่สมพงษ์กับดวงเจ้าของบ้านทั้งสามี ภรรยา และกิจการที่ทำในบ้านหลักใหม่นั้น

2.พิธีกรรมแบบง่ายๆที่ได้ผล สำหรับการเข้าบ้านใหม่ด้วยตัวเอง


 

 






 

 

 

 

 

หมายเหตุ.

 

1.ฤกษ์วิชาโหรฯไม่มีฤกษ์เผื่อ เลือก มีเฉพาะฤกษ์ที่ดีที่สุดและสมพงษ์กับเจ้าชาตาที่สุดในช่วงเวลาที่คุณระบุมา เท่านั้น ฉะนั้นให้ระบุมากว้างๆก็จะเป็นการดี

2.ฤกษ์ วิชาโหรฯแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับฤกษ์ของวิชาหมอดูและความเชื่อของชาวบ้าน ทั่วๆไป ทุกวันนี้คนเข้าใจสับสนระหว่างวิชาหมอดูทั่วไปกับวิชาโหรฯ นึกว่าหมอดูก็คือโหรฯ โหรฯก็คือหมอดู อันนี้ไม่ใช่นะครับ และวิชาโหราศาสตร์กับวิชาพยากรณ์ต่างๆก็คนละระบบกัน และก็ไม่ใช่วิชาโหรฯ

3.ใน วิชาโหรเดือนหนึ่งๆมีวันฤกษ์ดีจริงๆเพียง 1-3 วันเท่านั้น หากต้องคำนวนการสมพงษ์กับดวงเจ้าชาตาแล้วบางทีก็เหลือเพียงวันเดียว หรือไม่มีเลย ส่วนวิชาหมอดูจะมีวันฤกษ์ดีมากกว่านี้มาก บางทีมีเป็นสิบกว่าวัน


4.ผลของฤกษ์ยามระบบโหร สามารถตรวจสอบได้โดยวิธีการทางโหราศาสตร์ สามารถคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้นับร้อยปีเช่น ดวงเมืองของประเทศไทยหรือดวงเมืองกรุงเทพฯ เราสามารถพยากรณ์เหตุการณ์เป็นไปในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ได้จาก"ดวงฤกษ์"ในการลงเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ และก็เป็นจริงตามนั้น แต่ฤกษ์ยามของหมอดูไม่สามารถตรวจสอบโดยวิธีใดใดได้

5.ฤกษ์ยามกับพิธีกรรม ส่วนในด้านพิธีกรรมต่างๆนั้น ฤกษ์ยามจะเป็นตัวกำหนดพิธีกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้น พิธีกรรมจึงเป็นเพียงตัวแทนของฤกษ์ในเชิงรูปธรรมให้เราจับต้องได้เท่านั้น ไม่ใช่พิธีกรรมเป็นตัวกำหนดฤกษ์ บางครั้งพิธีกรรมอาจจะไม่จำเป็นเสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นพิธีกรรมแม้นว่าจะใหญ่โตสักเพียงใด หากขาดซึ่งฤกษ์ยามที่ถูกต้องแล้วพิธีกรรมนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไร้ความหมายและไม่มีผลใดใดทั้งสิ้น

เรี่องฤกษ์ ยามโหรทั้งหลายจึงได้กลัวกันนักกันหนา บางคนเรียนโหรมานานนับสิบๆปีแต่ไม่กล้าให้ฤกษ์ยาม ก็เพราะกลัวว่าถ้าหากผิดพลาดผลั้งเผลอไปก็จะเป็นโทษแก่ตนเอง ไม่เหมือนการพยากรณ์ดวงชาตาหากผิดพลาดผลั้งเผลอก็ยังจะพอทำเนาฉะนั้นผู้ให้ ฤกษ์จะต้องมีคุณธรรมเป็นหลักใหญ่ จะเห็นแก่อามิสสินจ้างใดใดไม่ได้เลย และผู้ที่ให้ฤกษ์ยามได้ก็ต้องศึกษาวิชาโหราศาสตร์มาไม่น้อยกว่า 10 -20ปี จึงพอที่ให้ฤกษ์ให้ยามกันได้

การใช้ฤกษ์ก็คือศาสตร์ในการแก้ไขดวง ชาตาแบบหนึ่ง ก็คือแก้จากร้ายกลายเป็นดี จากดีก็ให้ยิ่งเจริญยิ่งๆขึ้นไป ดังนั้นการขอฤกษ์ทุกคนจะต้องเสียค่าบูชาครู จะมากจะน้อยตามแต่โหรท่านใดเป็นคนกำหนดจำนวนเท่าใดก็ตามแต่ เพราะมิฉะนั้นโหรเองก็ไม่กล้าคำนวนฤกษ์ให้เพราะจะเข้าตัวเอง มีหลายคนชอบขอแบบให้ส่งฤกษ์ไปให้ดูก่อนแล้วจะค่อยจ่ายเงินค่าครู อันนี้แม้แต่ของซื้อของขายคนเขาก็ไม่ทำกันนะครับ สมมุติว่าคุณอยากได้ฤกษ์ดี ให้คุณเจริญก้าวหน้า ร่ำรวย แต่คุณกลับเสียดายค่าครูอันน้อยนิด จะขอต่อรอง หรือไม่อยากที่จะจ่ายก็ถือว่าคุณต้องการเอาเปรียบครูบาอาจารย์ที่จะมาช่วย เหลือคุณ จิตใจแบบนี้ย่อมไม่เป็นมงคลกับตัวคุณเอง

และ"ค่า บูชาครู"นี้เองที่โหร หมอดู นักพยากรณ์ทุกๆคนจะต้องแบ่งส่วนหนึ่งไปทำบุญกุศลอุทิศให้ครูบาอาจารย์ทาง โหราศาสตร์และอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรของตัวคุณเอง และเพื่อช่วยในการขจัดปัดเป่าอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นกับตัวคุณในอนาคต นี่เป็นกฏเกณฑ์ที่สำคัญของโหร หมอดู และนักพยากรณ์ทุกคนจะต้องถือปฎิบัติอย่างเคร่งครัด

 

 

อันตรายจากการใช้ฤกษ์สะดวก

คำ ว่าฤกษ์สะดวก ก็คือ การไม่ใช้ฤกษ์ยามที่ถูกต้องนั่นเอง หรือไม่ต้องดูฤกษ์ อาจจะเพราะเสียดายเงินค่าครูที่จะต้องจ่าย หรืออาจะเพราะใจเร็วด่วนได้ หรือไม่เชื่อถือฤกษ์ยามเลยเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ เชื่อถือไม่ได้ ฯลฯ

บาง คนยอมที่จะจัดงานมงคลสมรสหรืองานมงคลต่างๆด้วยต้นทุนราคาแพงโรงแรมหรูๆ เลี้ยงแขกเหรื่อนับร้อยนับพัน แต่ก็ตระหนี่ไม่ยอมเสียเงินค่าครูดูฤกษ์ เพราะคิดว่าแพง เอาแบบฤกษ์สะดวก ซึ่งง่ายกว่า ตามใจตัวเอง ผลปรากฏว่าหลังจากแต่งแล้วไม่นานก็ต้องเลิกร้างกันไป บางคนเรียกว่าหม้อข้าวยังไม่ทันดำ ก็มีให้เห็นๆกันอยู่ การที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะไม่ได้ใช้ฤกษ์ หรือใช้ฤกษ์ยามจากผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องฤกษ์จริงๆ ผลก็กลายเป็นวิบัติ ..

ทำไม จึงกล่าวอย่างนั้น ก็เพราะฤกษ์ยามมีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตของคนเราได้จริงอย่างไม่น่าเชื่อ หากนำฤกษ์ของคนที่แต่งแล้วเลิกมาคำนวนทางวิธีการทางโหราศาสตร์ ก็จะพบความจริงว่าผลที่เกิดเลิกร้างกันนั้นมันมาจากฤกษ์ยามที่ไม่เป็นมงคล ที่เรียกว่า"ฤกษ์สะดวก"นั่นแหละ และสามารถพิสูจน์ได้โดยโหรทุกสำนักๆ ไม่เชื่อลองไปสอบถามโหร หรือนักพยากรณ์เหล่านั้นดูได้ทุกๆท่าน

บาง คนก็เชื่อฤกษ์ยามเอาแต่เีพียงว่า "ขอมีฤกษ์ก็พอ ฤกษ์แบบไหนก็ได้" สรุปว่าคนพวกนี้ก็จะไปพลิกดูปฎิทินดูไปดูมา แล้วก็เลือกกันเอาเอง ตามใจชอบหือที่คิดว่าเราสะดวก มันก็คือฤกษ์สะดวกดีๆนี่เอง

หรือ ไม่ก็ถามผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ว่าวันไหนดี คนแก่ก็มักจะบอกว่าวันนี้ดีวันนั้นดี แล้วเราก็เชื่อเพราะเราเห้นท่านเป็นผู้มีอายุ น่าเคารพนับถือ (ซึ่งท่านเหล่านั้นก็ไม่ใช่โหรหรือเคยศึกษาวิชาโหรมาเลยแม้แต่น้อย) อันนี้ก็อันตรายไม่ต่างจากฤกษ์สะดวก

บาง คนก็เชื่อเรื่องฤกษ์ยามอยู่เหมือนกัน แต่ก็ชอบนึกว่าเหมือนของซื้อขาย ไปเสาะหาคนดูฤกษ์เจ้าไหนราคาถูกกว่ากัน ราคาของอาจารย์คนนั้นแพงกว่าคนนี้ คนนี้ถูกที่สุด เอาคนนี้ดีกว่าเพราะถูกดี อย่างนี้ก็อันตราย เพราะฤกษ์ยามไม่สามารถวัดกันด้วยราคา แต่ครูอาจารย์บางท่านก็สูงมาเป็นหลายๆพันบาท อันนี้เป็นค่าวิชาของท่าน ท่านศึกษามานานนับสิบๆปี ก็อย่าไปต่อรองท่านเลย เพราะเราจะเอาดี เอารวย แต่ไม่ยอมบูชาครู อันนี้ก็ไม่เหมาะ

อีก เรื่องก็คือการไปขอฤกษ์จากพระสงฆ์ จริงๆแล้วผมว่าพระสงฆ์ท่านต้องเรียนศึกษาพระธรรมวินัย ท่านมีเวลาน้อยมากที่จะมาศึกษาเรื่องฤกษ์ยาม ถึงแม้ว่าจะมีพุทธานุญาตให้ภิกษุเรียนเรื่องฤกษ์ นักขัตฤกษ์ก็ตาม แต่ก็ไม่มีพุทธานุญาตให้ภิกษุเป็นหมอดูให้ฤกษ์ยามแต่อย่างใด หากภิกษุทำแล้วก็ย่อมเป็นอาบัติ ผิดพระวินัยสิกขาบท นี่เป็นเรื่องที่เราจะต้องรู้เอาไว้ เมื่อเราไปขอฤกษ์จากพระสงฆ์ก็ย่อมทำให้ท่านต้องอาบัติ อันนี้เป็นปาปกรรมของผู้ที่ไปขอฤกษ์จากพระ ส่วนพระสงฆ์ท่านเองก็ต้องมีเมตตาจิตต่อผู้คนเสมอๆ ใครมาขอท่านก็ไม่อยากจะขัด บางครั้งท่านก็จำเป็นต้องให้เพราะญาติโยมรบเร้าเสียเหลือเกิน อันนี้ต้องเข้าใจท่านด้วย อย่าไปรบกวนท่านเหล่านั้นเลย เพราะจะทำให้เป็นปาปกรรมทั้งสองฝ่ายทั้งพระและโยม หากพระสงฆ์ท่านใดอุตตริไปให้ฤกษ์ยามกันเป็นล่ำเป็นสัน เห็นกันอย่างดาษดื่นทั่งไป นั่นก็ผิดวินัยอย่างชัดเจนหรือบางคนเชื่อว่าได้ฤกษ์พระผู้ทรงศีลแล้วก็จะ เป็นมงคลกับตัวเพราะท่านเป็นผู้ทรงศีล ฤกษที่ได้มาจะต้องเป็นฤกษ์ดีเท่านั้น ความเข้าใจอันนี้ผิดพลาดอย่างมหันต์ ผลจะกลับเป็นตรงกันข้ามจากที่เคยเข้าใจมาแต่ก่อน ลองอ่านพระวินัยข้อนี้ดูนะครับแล้วจะเข้าใจ .............

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

๒. สามัญญผลสูตร
เรื่องพระเจ้าอชาตศัตรู


[๑๑๙] ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหมร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

**อธิบายคำว่าติรัจฉานวิชา อีก นิดหนึ่งนะครับคำๆนี้ไม่ใช่เป็นด่านะครับ ตามรูปศัพท์แปลว่าวิชาอันเป็นไปในแนวขวาง ก็คือการขัดขวางในการปฎิบัติธรรม และการบรรลุธรรม คำๆนี้ใช้สำหรับนักบวชเท่านั้น เพราะเป็นปกติอยู่เองที่นักบวชจะต้องปฎิบัติตนในการละกิเลสเพื่อมุ่งสูความ หลุดพ้นอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีหน้าที่หรือกิจอย่างอื่นที่จะต้องทำเหมือนชาวบ้าน หากนักบวชไปเรียนวิชาทางโลกเช่น จัดดอกไม้ ทำกับข้าว ทำเสริมสวย ช่างยนต์ ช่างก่อสร้าง ฯลฯ นี่ก็เป็น ติรัจฉานวิชา สำหรับนักบวช แต่สำหรับผู้ครองเรือน ท่านเรียกว่า "สัมมาอาชีพ" นะครับ โปรดเข้าใจว่าวิชาโหรไม่ใช่ ติรัจฉานวิชา นะครับ แต่เป็น"สัมมาชีพ" อย่างหนึ่งของผู้ครองเรือน
หลายคนคนเข้าใจว่าการขอฤกษ์ไม่น่า จะยาก เพราะเคยเห็นพระหรือหมอดูบางท่านเปิดปฎิทินพลิกไปพลิกมาก็ให้ฤกษ์ได้แล้ว อันนั้นไม่ใช่ฤกษ์ของระบบโหรฯ เป็นฤกษ์ของระบบหมอดูซึ่งให้ผลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงอยากจะฝากไว้ให้รับรู้กันด้วยนะครับ

 

และที่ต้องระวังก็คือการใช้ฤกษ์ที่ได้มาจาก...

1."บุคคล ที่ไม่มีความรู้ทางวิชาโหราศาสตร์" และไม่มีประสบการณ์เพียงพอ แต่รู้วิชาหมอดูซึ่ง ผู้ที่จะให้ฤกษ์ยามระบบนี้กันได้มีเฉพาะผู้ที่ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไทย และ/หรือโหราศาสตร์ภารตะอินเดียเท่านั้น เพราะวิชานี้มีประสบการณ์การสืบทอดมามากกว่า 6000 ปี มีการตรวจสอบสอบทานหลักวิชามาโดยตลอด

ส่วน วิชาโหราศาสตร์สากล หรือโหรตะวันตก อันนี้ผมก็ไม่รับรอง แต่อาจจะให้วันดีวันมงคลที่สมพงษ์แก่เจ้าชะตาได้บ้าง แต่ก็ไม่มีหลักวิชาที่ให้ฤกษ์ที่เป็นระบบ

วิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียน อันนี้มีประวิติเพิ่งเกิดมาเพียง 100 กว่าปี ปูมโหรที่บันทึกไว้ไม่เพียงพอไม่น่าจะสามารถให้ฤกษ์ยามได้ แต่ อาจจะให้วันดีวันมงคลที่สมพงษ์กับเจ้าชะตาได้บ้างแต่ไม่มีใครยืนยันได้ว่า ถูกต้องเพราะมีปูมโหรเพียง100 ปี แต่โหราศาสตร์ภารตะมีมานานกว่า 6000 ปี

โหราศาสตร์จีนที่ให้ฤกษ์ยามได้ดีเทียบ เท่ากับโหราศาสตร์ไทยนั้นก็คือ"หลักวิชาชีเจิ้งซื้ออวี"七政四餘 หรือกว๋อเล่าซิงจง ﹐果老星宗เท่า นั้น ที่มีการคำนวนด้วยระบบดาราศาสตร์และ ระบบ 28 นักษัตรและใช้คัมภีร์แม่บทของอินเดียโบราณผสมผสานกับหลักวิชาของลัทธิเต๋า ซึ่งในเมืองไทยไม่มีใครได้รับการสืบทอดวิชานี้หรืออาจจะมีบ้างแต่ไม่ได้เผย แพร่กันอย่างแพร่หลาย เหมือนโป๊ยยี่

ส่วนวิชาโป๊ยยี่สี่เถียวก็จะเทียบเท่าวิชาเลข7ตัว9ฐานของไทย ความละเอียดในเรื่องการให้ฤกษ์ยามก็จะลดหลั่นกันลงไป

ส่วนวิชาหมอดูวิชาอื่นๆก็อาจให้วันดีและวันมงคลได้เท่านั้น "แต่ไม่สามารถให้ฤกษ์ยามได้ หรือวันที่สมพงษ์กับดวงชาตาใดใดได้"


2.ร่างทรงต่างๆ อ้างว่ารู้ฤกษ์ยามได้จากญาณทิพย์ อันนี้ตรวจสอบได้ยาก และส่วนมากก็ไม่ถูกต้อง ในคัมภีร์กล่าวว่า วิชาโหรฯเป็นวิชามาจากพระเวท ของพราหมณ์ ซึ่งได้รับการประทานมาจากพระพรหม ลงสู่โลกมนุษย์(ให้กับพราหมณ์) เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ได้รับผลดีจากพลังงานจากจักรวาล และเทพส่วนมากเองก็ไม่รู้อะไรไปทั้งหมด และก็ไม่ต้องไปกล่าวถึงพวกสัมภเวสีต่างๆที่มาแฝงร่างมนุษย์ แม้แต่ในพระสูตรก็กล่าวไว้ดังนี้ .........

จากอรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร
"นิมิต ทั้งหลายมีลูกอุกกาบาตตก แผ่นดินไหว และจันทรคราสเป็นต้น จะปรากฏเฉพาะผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในโลก เช่นพระราชา อำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่เป็นต้นเท่านั้น ไม่ปรากฏแก่สามัญชนทั่วไปฉันใด บุพนิมิต ๕ ก็ฉันนั้นจะปรากฏเฉพาะเหล่าเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่เท่านั้น ไม่ปรากฏแก่เทพทั่วไป. ก็ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย โหรเป็นต้นเท่านั้น จึงจะรู้บุพนิมิตทั้งหลาย คนทั่วไปไม่รู้ฉันใด หมู่เทพทั้งหลายก็ฉันนั้น เทพทั่วไปแม้เหล่านั้นย่อมไม่รู้ จะรู้ก็เฉพาะเทพที่ฉลาดเท่านั้น".


3.ปฎิทินแขวนที่จำหน่ายหรือแจกในท้อง ตลาดแล้วมีบรรยายว่าวันนี้ดีวันนั้นไม่ดี หรือวันนี้วันธงไชย ฯลฯ อันนี้ก็หยาบมากเกินไป และก็ใช้เป็นหลักในการคำนวนฤกษ์ยามไม่ได้ และไม่สามารถคำนวนว่าสมพงษ์กับเจ้าชาตาหรือไม่ อีกทั้งคำนวนด้วยดิถีตลาดทำให้คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงทางดาราศาสตร์

4.ปฏิทินโหราศาสตร์ไทยประจำปี อันนี้ก็ต้องดูให้ละเอียดมีหลายเจ้า หลายสำนัก เพราะโหรบ้านเราคำนวณกันคนละระบบปฎิทิน มีความแตกต่างคลาดเคลื่อนกันเป็นจำนวนมาก และคำนวณไม่ตรงกับความเป็นจริงทางดาราศาสตร์บนท้องฟ้า ผิดฤกษ์ ผิดดิถี ฯลฯ ก็เห็นกันบ่อยๆ บางปีทำเอาเสียกันทั้งระบบ คำนวณวันเข้าพรรษาผิดไป 1 วันทำเอาพระสงฆ์ศีลวิบัติกันทั้งประเทศ หากไม่เชื่อลองอ่านบทความนี้ครับ...ปฎิทินคลาดเคลื่อนใครผิดใครถูก?

ความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับเรื่องฤกษ์ยาม

ปัจจุบันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป การเคร่งครับในขนบประเพณีโบราณที่เกี่ยวข้องกับฤกษ์ยามเริ่มที่จะสูญหายไป เรื่อยๆ อีกทั้งผู้คนทั้งหลายขาดความเชื่อถือในเรื่องฤกษ์ยามว่าเป็นเรื่องมงาย ไร้สาระและเหลวไหล ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ และไม่เกิดผลดีตามที่กล่าวอ้าง ฯลฯ ก็เลยไปใช้ฤกษ์สะดวกกันเอาเอง ทั้งนี้ก็เพราะสาเหตุดังนี้

1.คนทั่วไปมักเข้าใจสับสนว่าฤกษ์ยามของหมดดูต่างๆนั้นเป็นสิ่งเดียวกันหรือระบบเดียวกันทั้งหมด ไปหาหมอดูที่ไหนก็ได้ฤกษ์เหมือนกัน

2.ไม่เข้าใจว่าฤกษ์ยามมีการแบ่งสายวิชา คือ

2.1ฤกษ์ยามของชาวบ้าน เช่น อาจารย์ แต่ละท้องถิ่น แต่ละหมู่บ้านรับสืบทอดวิชากันมาตามสายบรรพบุรุษ หรือใช้ตำราพรหมชาติเป็นหลักในการให้ฤกษ์ ซึ่งไม่น่าเชื่อมากนัก

2.2ฤกษ์ยามของหมอดู เป็นหลักวิชาของครูอาจารย์แต่ละสำนัก เช่นวิชาเลข 7ตัว 9 ฐาน วิชาดวงพม่า ดวงมอญ หรือวิชาหมอดูสายอื่นๆ แบบที่ 2.1 และ 2.2 ส่วนมากจะอาศัยการคำนวณจากเดือน อ้าย ยี่ สาม สี่ หรือ วันขึ้นแรม เช่น ขึ้น 1 ค่ำแรม 2 ค่ำ ปีเกิด เช่น ชวดฉลูขาล ฯลฯ ชง ฮะ วันเกิด เช่น วันอาทิตย์ จันทร์ เป็นหลักในการคำนวณ ซึ่งได้ผลดีบ้างไม่ได้ผลดีบ้าง เพราะหลักวิชายังค่อนข้างหยาบ จึงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวของครูอาจารย์ท่านนั้นๆ จึงจะสามารถให้ฤกษ์ยามที่ดีและถูกต้องได้ ไม่ใช่ว่าใครใช้วิชาเดียวกันและจะสามารถให้ฤกษ์ยามได้เหมือนกัน

2.3และฤกษ์ยามของโหรฯ เป็นวิชาที่ได้รับการสืบทอดมาจากวิชาโหราศาสตร์อินเดียโบราณมานับพันๆปี แม้ทุกวันนี้ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมาพัฒนาเป็นวิชาโหราศาสตร์ไทย สิบลัคนา โหราศาสตร์อื่นๆที่ใช้หลักการคำนวณทางดาราศาสตร์ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้อาศัยหลักปรัชญา หลักศาสนาและดาราศาสตร์ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยได้รับการยอมรับจากราชสำนักและบุคคลชั้นสูง มีหลักการที่เป็นหนึ่งเดียวกันแทบจะทั้งหมด มีการคำนวณด้วยหลักวิชาทางคณิตศาสตร์ชั้นสูง ใช้ ตรีโกณมิติ Sin Cos tanมาตั้งแต่ 5000 ปีที่แล้ว การคำนวณการโคจรของโลกและดาวเคราะห์(Planet) ที่ถูกต้องใกล้เคียงกับการคำนวณทางดาราศาสตร์ปัจจุบันมาตั้งแต่โบราณมาจน ปัจจุบัน และพลังงานรังสีต่างๆที่ส่งอิทธิพลมายังโลก มีการคำนวณพลังงานของดาวฤกษ์ต่างๆทั้ง 27 กลุ่ม(Fixed Star)ที่อยู่รายล้อมสุริยะจักรวาล ว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตและโชคชะตาของมนุษย์อย่างไร มีการคำนวณการเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์เช่นการเกิดคราส ได้ถูกต้องแม่ยำมาตั้งแต่ 5000 ปีที่แล้ว แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ยังทรงใช้หลักวิชาทางโหราศาสตร์ และดาราศาสตร์สมัยใหม่มาคำนวณปรากฎการณ์การเกิดสุริยุปราคาที่หว้ากอ เป็นหลักวิชาที่ได้ผลดีที่สุดและละเอียดที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าช่วงนั้น มีฤกษ์ดีที่ให้ผลดีได้กี่เปอร์เซ็นต์ และสมพงษ์เจ้าชะตากี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะให้ได้ดี 100 เปอร์เซ็นต์ตามหลักวิชานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยได้ 50 เปอร์เซ็นต์ตามหลักวิชาก็ถือว่าได้ผลดีมากมายมหาศาลแล้ว บางครั้งต้องหาฤกษ์ล่วงหน้านานนับเดือนนับปี เช่นการวางฤกษ์ดวงเมืองกรุงเทพฯ ใช้พราหมณ์ ที่เชี่ยวชาญทางโหราศาสตร์ 8 ท่านช่วยกันคำนวณผูกดวงฤกษ์ไว้ล่วงหน้าก่อนถึง 3 ปี ถึงทำให้ประเทศรอดจากการครอบครองของมหาอำนาจมาได้และรักษาอธิปไตยมาได้เพียง ประเทศเดียวในเอเชีย แม้กระนั้นก็ยังต้องเสียดินแดนบางส่วนไป ส่วนวิชานี้ใช้หลักการเดียวกันเกือบจะทั้งหมด และไม่ว่าใครหากได้เรียนทฤษฎีและมีประสบการณ์มากเพียงพอแล้วก็จะสามารถให้ ฤกษ์ยามได้ ถูกต้องใกล้เคียงกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งทางผมได้ใช้หลักวิชานี้ในการให้ฤกษ์ยาม

2.4ฤกษ์ยามที่เป็นเพียงความเชื่อของชาวบ้านทั่ว ไปที่สืบต่อกันมาตามแต่ละท้องถิ่นโดยไม่มีหลักวิชาใดใดมาอ้างอิง เช่น ทำการมงคลต้องทำข้างขึ้นเท่านั้น ข้างแรมไม่ได้ จะต้องวันที่ 9 เท่านั้น วันที่ 4 ไม่ได้ เพราะเลขไม่ดี หรือต้อง 9 โมง 9นาที หรือเกิดวันอังคารก็ต้องทำการมงคลในศุกร์วันเป็นต้น ซึ่งหลักนี้นับว่าไม่น่าเชื่อถือมากที่สุด เป็นเรื่องที่ไม่มีหลักวิชาใดใดมารองรับ

3.ไม่เข้าใจว่าวิชาการพยากรณ์ ยังแบ่งเป็น

3.1 ภาคคำนวณ สำหรับคำนวณดวงชาตาตามหลักวิชา การทำปฎิทินต่างๆ การคำนวณวันขึ้นแรม วันเถลิงศก ฯลฯ

3.2 ภาคพยากรณ์ สำหรับการพยากรณ์ดวงชาตาว่าดีร้ายๆต่างๆ

3.3 ภาคการให้ฤกษ์ สำหรับการให้ฤกษ์ยามมงคลแก้ไขดวงชาตา และความเจริญรุ่งเรืองไปในภายภาคหน้า ใช้สำหรับกิจการสำคัญๆ เช่นการสร้างบ้าน สร้างเมือง การแต่งงาน ฯลฯ

ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้เป็นคนละอย่างกัน และภาคการให้ฤกษ์ยากและละเอียดที่สุด แต่มักมีเข้าใจผิดว่าหมอดูคนไหนทายแม่น การให้ฤกษ์ยามก็จะถูกต้องแม่นยำไปด้วย สรุปว่าฤกษ์ยามที่คนทั่วไปทุกวันนี้ยังเข้าใจสับสนและใช้กันไม่ถูกต้อง เมื่อมีการเข้าใจผิดอย่างนี้ การใช้ฤกษ์ก็มีความผิดพลาดอย่างมากมายมหาศาล ก่อให้เกิดผลร้ายและวิบัติตามติดกันมา จนผู้คนหมดความเชื่อถือในเรื่องของฤกษ์ยามว่าไม่เป็นความจริง

หากสงสัยเรื่องฤกษ์ยาม กรุณาอ่านบทความนี้ครับ กฏเกณฑ์การให้ฤกษ์ของโหราศาสตร์พระเวท

 


 

คำถามเกี่ยวกับฤกษ์ยาม

1.ถาม การจัดงานมงคล เช่น สมรส ขึ้นบ้านใหม่ ยกเสาเอก ฯลฯ ห้ามจัดในช่วงเข้าพรรษา ต้องออกพรรษาก่อน ใช่หรือไม่

ตอบ อันนี้เป็นธรรมเนียมชาวบ้านในสมัยก่อนครับไม่เกี่ยวกับฤกษ์ยาม การคมนาคมไม่สะดวกเพราะพระสงฆ์จะเดินทางไปประกอบศาสนกิจ หรือไปสวดมนต์ขึ้นบ้าน งานแต่ง ฯลฯ ในระยะทางไกลๆ ต้องข้ามวันข้ามคืน หรือไปแล้วกลับวัดไม่ทัน ในช่วงเข้าพรรษานั้น ผิดวินัยสงฆ์ครับ ก็เลยห้ามจัดงานในช่วงเข้าพรรษา ส่วนชาวบ้านเองก็จะได้ทำทำงานปลูกข้าว ทำไร่ไถนากันได้เต็มที่ และก็ไม่ต้องเดินทางไปช่วยงานมงคลของญาติพี่น้องที่อยู่ไกลๆ หากไปเสียหลายๆวัน ข้าวกล้าในนาก็จะเสียหาย

2.เวลาฤกษ์จะต้องตกเลข 9 จึงจะเป็นมงคล ใช่หรือไม่

ตอบ ไม่เกี่ยวกับฤกษ์ยามครับ เป็นเพียงความเชื่อ

3.วันทำการมงคลต้องเป็นวันพฤหัสบดีเท่านั้น ใช่หรือไม่

ตอบ ไม่จำเป็น เพราะบางปีวันพฤหัสกลายเป็นวันโลกาวินาศก็ทำการมงคลใดใดไม่ได้ ต้องดูอย่างอื่นประกอบอีกมาก

4.เกิดวันจันทร์ห้ามทำการวันอาทิตย์ เพราะเป็นกาลกิณีวันเกิด ใช่หรือไม่

ตอบ อันนี้เป็นทักษาที่หมอดูชอบใช้กัน โหราศาสตร์ใช้บ้างไม่ใช้บ้าง นัยว่าใช้ประกอบการพิจารณาเล็กๆน้อย ไม่สำคัญ ซึ่งหลักวิชาโหรมีกลวิธีวางฤกษ์ในการสลายผลร้ายต่างๆของทักษาได้อยู่แล้ว

5. เกิดวันอังคารต้องทำการมงคลวันศุกร์ที่เป็นคู่มิตรกันเท่านั้น ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นหลัก ดาวคู่มิตร-ศัตรูของวิชาหมอดูครับ วิชาโหรไม่เน้นหลักนี้เลย

6.ห้ามทำการมงคลวันดาวร้าย เช่า เสาร์ อังคาร ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นหลักทั่วไปของโหรและหมอดู แต่วิชาโหรสามารถใช้ฤกษ์ของจันทร์ในการสลายผลร้ายของวันเสาร์-อังคารได้

7.ทำการมงคลต้องใช้ข้างขึ้นเท่านั้น ห้ามใช้ข้างแรม ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นเพียงความเชื่อของชาวบ้าน เพราะข้างขึ้น-ข้างแรม ล้วนมีวันดีและไม่ดีสลับกันไป

8.ทำการมงคลต้องทำก่อนเที่ยงเท่านั้น ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นเพียงความเชื่อของชาวบ้าน ต้องต้องทำก่อนพระฉันเพล เพื่อที่จะได้ถวายเพลพระไปด้วยจะได้เป็นกุศล ไม่เกี่ยวกับวิชาโหราศาสตร์

9.ปีชง ห้ามทำการมงคลในปีนี้ ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นวิชาหมอดูแบบจีนซึ่งการดูแค่ปีชงหยาบเกินไป เพราะยังมีวัน ชง เวลา ชง เดือนชงอีก ฉะนั้นปีชงสามารถทำการมงคลได้ เพียงต้องตรวจดู เดือน วัน เวลา ประกอบด้วย อีกทั้งการนับปีนักษัตร เช่น ปีชวด ฉลูของไทย กับจีน นับต่างกัน ของไทยเริ่มนับใหม่ในช่วง สงกรานต์ และ/หรือ วันเถลิงศก และ/หรือ เดือน 1 ไทย และ/หรือ เดือน 5 แล้วแต่ครูอาจารย์บางสำนัก ส่วนของจีนนับจากสารทลิบชุน (ใกล้ๆตรุษจีน)

10.วันสำคัญๆเป็นวันดีวันมงคลด้วยหรือไม่ เช่นวันสงกรานต์ วันเกิดตัวเอง วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นเพียงความเชื่อ ไม่เกี่ยวกับวิชาโหรฯใดใดๆ อีกทั้งวันเหล่านั้นบางบีก็มีดีและไม่ดี

11.การออกรถใหม่ต้องดูสีรถ เลขทะเบียนที่ถูกโฉลกหรือไม่

ตอบ ตามหลักวิชาโหร เรื่องสี และเรื่องตัวเลข มีผลน้อยมาก ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ การให้ผลดีร้ายนั้นมากจากดวงฤกษ์ 99 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสีและอื่นๆมีผลน้อยมาก แต่วิชาหมอดูมักจะถือว่าเรื่อสีและตัวเลขเป็นเรื่องใหญ่ เพราะวิชาหมอดูคำนวนฤกษ์โดยใช้หลักดาราศาสตร์ไม่ได้ วางลัคนาไม่ได้ หากเราจะดูว่าสีไหนถูกโฉลก ก็คือสีที่เราชอบนั่นเอง เช่นคุณชอบสีขาวแต่เกลียดสีดำ ผมบอกว่าคุณต้องใช้รถสีดำเท่านั้นจึงจะถูกโฉลกห้ามใช้สีขาว คุณก็ขับไปทุกข์ไป อย่างนี้จะเรียกว่าถูกโฉลกได้อย่างไร

รวมคำถามตอบเรื่องฤกษ์ยามจะมีอัพเดทเรื่อยๆนะครับ โดยผมจะทำเป็นลิงค์ไว้ที่นี่ครับ คลิ๊กเลย

 

หากสงสัยว่าวิชาโหรฯมีการคำนวนดวงชาตาของฤกษ์ยามที่ละเอียดซับซ้อนและแตกต่างจากวิชาอื่นๆอย่างไร กรุณาอ่านบทความ โหราวิทยา บทที่ 4 การคำนวนกำลังดาวเคราะห์และเรือนชาตาโดยคลิ๊กที่นี่

 

พิธีกรรมขึ้นบ้านใหม่

 
1.จุดูปบอกล่าวเจ้าประตูที่ประตูทั้งสองฝั่งด้วยธุป 1ดอก เทียน 1เล่ม น้ำ1 ถ้วย ผลไม้ 1จานเล็ก (ทั้งสองฝั่งประตูฝั่งละ 1 ชุด) บอกกล่วเจ้าประตู เจ้าธรณีประตู ขอเข้าไปอยู่อาศัย (ประตูจะเป็นประตูใหญ่ที่สุดของบ้าน ประตูหน้าบ้าน หรือประตูรั้วบ้าน อันใดอันหนึ่ง )
2.อัญเชิญพระพุทธรูปเข้าบ้าน วางลงตำแหน่งที่เป็นมงคล หรือหิ้งพระ จุดธูปเทียน สักการะ ดอกไม้ของหอม ข้าวตอกดอกไม้ฯลฯ แล้วสวดมนต์สรรเสริญพระรัตนตรัย 1 จบ . หากไม่มีพิธีสงฆ์ หรือนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพุทธมนต์ ก็ควรมีจตุปัจจัยไทยทาน อย่างน้อย 1 ชุด อาจจะเป็นถังสังฆทาน1 ชุด ซองใส่ปัจจัย เขียนบ้านเลขที่ ถนน ตำบลที่เราย้ายเข้าไปอยู่ และชื่อนามสกุลของเจ้าของบ้านเอาไว้ นำไปตั้งหน้าหิ้งพระ เมื่อเสร็จพิธีแล้วควรนำไปถวายวัดใกล้ๆ แล้วให้ท่านสวดชยันโตให้ศีลให้พร (ในวันหลังจากพิธีเข้าบ้านใหม่ วันไหนก็ได้)
3.นำสิ่งของต่างๆเครื่องเรือนเข้าบ้าน (หากจำเป็นก็อาจนำเข้ามาก่อนฤกษ์วันเข้าบ้านได้ แต่ต้องมีข้าวสาร อาหารแห้ง กะปิน้ำปลา เสื้อผ้า ที่นอน และปัจจัย 4ให้ครบ )
4.นำข้าวตอกดอกไม้( และเหรียญเงิน ทอง) ที่จัดเตรียมมาถวายพระนำมาโปรยรอบๆบ้าน
5.จุดธูปเทียน ธูป 5 ดอกเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ด้วยผลไม้ 5อย่าง น้ำชา 5ถ้วย ข้าวสวย 5 ถ้วย อาหารเจ 5 อย่าง บายศรีปากชาม 1 คู่ อาจจะเซ่นอยู่ในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้
6.จุดเตาไฟ เตาแก๊ส หุงข้าว ต้มน้ำให้เดือด เพื่อเป็นศิริมงคล ว่าจะอุดมสมบูรณ์ด้วยโภชนาอาหาร
7.ปูที่นอน หมอนมุ้งให้เรียบร้อยสวยงาม เปิดไฟทุกๆดวงในบ้าน เปิดน้ำให้ไหลใส่ในถังน้ำ หรืออ่างน้ำ
8.ควรจะอยู่อาศัยในบ้านหลังใหม่นี้ให้ครบ 7 วัน ในระหว่างนี้ห้ามเดินทางไปพักแรมที่อื่น แล้วก็ควรกินอาหารให้พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวตลอด 7 วัน
9.ในระหว่างถือฤกษ์ชัย 7 วันนี้ห้ามทะเลาะเบาะแว้งกัน หมั่นทำบุญไหว้พระสวดมนต์ ทำบุญทำทานรักษาศีล ก็จะยิ่งให้บ้านหลังนี้มีความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไป
10.ข้อ 1-7 ควรทำในระหว่างฤกษ์ที่ได้กำหนดไว้ เช่นระหว่า 09.09-10.29 น. ก็ควรจะให้เสร็จตามนั้น
 
 
 

 

ส่วนการตั้งตี่จูเอี๊ย มีรายการของดังนี้
การจัดสถานที่วางตี่จู้เอี๊ยะ และเตรียมของไหว้ดังนี้
-ศาลเจ้า 1 หลัง
-องค์ตี่จูเอี๊ย 1 องค์ หรือ องกงอาม่าก็ได้ 1 คู่
-กระถางธูปซึ่งบรรจุด้วย เจ็งจี้( หรือของมงคล 5 อย่าง ) + อั่งติ้ว (ผ้าแดง)
- ผงขี้เถ้า(จากร้านสังฆภัทฑ์)
- เหรียญสิบ 5 เหรียญ( ควรหาเหรียญใหม่ๆ )วางในกระถางธูป หรือ ใต้กระถางธูปก็ได้
- กิมฮวยและอั่งติ้วอย่างละ 1 ใบ
- ธูป 5 ดอก
- เทียนแดง ( ขาไม้ ) 1 คู่
- แจกันดอกไม้ 1 คู่พร้อมด้วยดอกไม้สด
- น้ำชา 5 ถ้วย
- เหล้า 5 ถ้วย หรือ น้ำเปล่า 5 ถ้วย
- ผลไม้ 5 อย่าง
-ฟักเงิน ฟักทอง 1 คู่
 
-เงิน+ทองสำเภาจีน 1 คู่
- ขนมฟู ( ฮวกก้วย ) 1 ก้อน
- ขนมอั่งอี๋ 5 ถ้วย
- ขนมจันอับ
- ข้าวสวย 5 ถ้วย
- อาหารเจ 5 อย่าง
-ขนมบัวลอย 5 ถ้วย
-กระดาษไหว้ เทียงเถ่าจี๊ ตั่วกิม กิมจั๊ว ตามความเหมาะสม

การจัดโต๊ะบูชาฟ้าดิน (ที่ตี่แปะบ้อ ) ไว้หน้าบ้าน โดยหันไปทางทิศทางหน้าบ้าน หรือตำแหน่งที่มองเห็นท้องฟ้าสำหรับของที่เตรียมไหว้บูชาฟ้าดิน มีดังต่อไปนี้
-กระถางธูป
- เทียนแดง ( ขาไม้ ) 1 คู่
-กิมฮวย 1 คู่

- ธูป 3 ดอก
- แจกันดอกไม้ 1 คู่พร้อมดอกไม้สด
- น้ำชา 3ถ้วย
- ผลไม้ 3 อย่าง
- ขนมฟู 3 อัน
-ผ้าแดง สำหรับปูโต๊ะไหว้
-ประทัด 1 แพ (100-500 นัด)
-กระดาษไหว้ เทียงเถ่าจี๊ ตั่วกิม กิมจั๊ว ตามความเหมาะสม
-ขนมบัวลอย 3 ถ้วย

 

 

 
 
 
 
ดวงชาตาที่ผูกออกมาให้ตามระบบโหราศาสตร์ และดวงฤกษ์ ที่ให้ไป (PDF File) สามารถที่จะพิมพ์ออกมาใช้ได้หลายๆใบ สำหรับเอาไว้ บูชาฤกษ์และดวงชาตาของตัวเอง หรือเอาไปให้โหรทำนายดวงชาตา หรือให้พระท่านสวดแผ่นดวงชาตาเสริมศิริมงคลได้ หรือ เอาไปจารใส่ แผ่นทองแดงนากเงิน เพื่อบรรจุใต้ฐานพระประธานเพื่อเสริมชาตาได้นะครับ ส่วนการยกเสาเอก การวางศิลาฤกษ์ การตั้งศาลให้นำดวงฤกษ์ที่ให้มานี้จารลงไปในแผ่นทองแดง แล้วบรรจุลงไปพร้อมกันด้วยนะครับ
 
********************************************************

สำคัญมากกรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจก่อน

1.เนื่องจากวิชาการให้ฤกษ์ยามชั้นสูงของโหรพราหมณ์หรือโหรหลวง จะไม่เหมือนกับฤกษ์ของชาวบ้านที่ไปเปิดปฎิทินฤกษ์ยามดูแล้วก็ให้ฤกษ์ โดยไม่คำนวณความสัมพันธ์ของดวงชาตาอย่างนี้อันตรายมาก หากได้ฤกษ์แล้วกรุณาอย่าไปเทียบกับปฎิทินโหราศาสตร์ที่วางขายทั่วไปตามท้องตลาด หนังสือชนิดนี้ต้องให้โหรเป็นผู้ใช้เพื่อกำหนดฤกษ์เท่านั้น ชาวบ้านทั่วไม่สามารถนำไปอ่านแล้วไปให้ฤกษ์กันได้ (หากไม่เคยเรียนวิชาโหรและครอบครูโหรมาก่อน) จะอันตรายและวิบัติแก่ผู้ให้ฤกษ์และใช้ฤกษ์ เพราะที่บอกว่าวันดีในปฎิทินและทำการมงคลได้ ไม่แน่เสมอไปนะครับเพราะบางคนนำไปใช้ก็วิบัติเพราะดวงไม่สมพงษ์กับฤกษ์ในวันนั้นๆ ฉะนั้นจะต้องสอบทานฤกษ์กับพื้นดวงชาตาก่อนเท่านั้นจึงจะหาฤกษ์มงคลเฉพาะชาตาแต่ละคนได้ และฤกษ์นั้นก็จะส่งเสริมให้เจ้าชาตาประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง แก้ไขอุปสรรคในชีวิตได้

ส่วนปฎิทินที่วางขายตามท้องตลาดมีหลายๆเจ้า รับรองว่า ไม่มีวันฤกษ์ดีวันไหนที่ตรงกันเลยสักวัน บางเล่มว่าวันนี้ดี ต่บางเล่มว่าร้าย แล้วท่านจะเชื่อใครดี? และหากไปดูฤกษ์ยามแบบจีน+ไทย ผสมกัน รับรองว่าจะไม่มีวันดีที่ตรงกันเลยแม้สักวัน และหากไปขอฤกษ์จากอาจารย์ท่านไหนแล้วท่านมาแค่เปิดปฎิทินพลิกๆดูแล้วก็ให้ฤกษ์ โดยไม่คำนวณพื้นดวงชาตาเจ้าของงานประกอบด้วยแบบนี้อันตรายที่สุด วิบัติเอาได้ง่ายๆทั้งอาจารย์และผู้ไปขอฤกษ์ เพราะผิดครู ถือว่าอาจารย์ท่านนั้นไม่เป็นเรื่องฤกษ์ยามเลยแม้แต่น้อย

อีกอย่างก็คือเรื่องกาลโยคที่ระบุเอาไว้ในปฎิทินทั่วไปเช่น วันนี้เป็นวันอุบาทว์ วันโลกาวินาสน์ วันธงชัย วันอธิบดี วันกาลิกิณี ฯลฯท่านต้องเข้าใจว่า กาลโยคนี้คำนวณจากยาม ไม่ใช่ว่าวันนี้เป็นวันอุบาทว์ทั้งวันอย่างนี้ไม่ใช่นะครับ มีเป็นบางยามเท่านั้น หรือวันนี้เป็นวันธงชัยทั้งวันก็หาไม่ ก็เป็นบางยาม ดังนั้นวันที่บอกว่าเป็นวันอุบาทว์ วันโลกาวินาสน์ก็สามารถที่จะให้ฤกษ์ที่ดีได้ แต่ในทางกลับกันวันที่เป็นวันธงชัย วันอธิบดีก็ไม่ได้ดีทั้งวัน ก็มีฤกษ์ร้ายในบางยามอยู่เช่นกัน

ส่วนความเชื่อที่ว่าคนเกิดวันศุกร์ห้ามทำการมงคลวันเสาร์ เพราะเป็นวันคู่ศัตรูกัน หรือ คนเกิดวันอังคาร ห้ามทำการมงคลวันอาทิตย์ วันพุธ ห้ามทำการในวันศุกร์ วันพฤหัสบดีห้ามวันจันทร์ อันนี้ไม่ใช่หลักการให้ฤกษ์ทางวิชาโหราศาสตร์ เป็นเพียงวิชาหมอดูที่นำหลักดาวคู่มิตร-ศัตรูทางโหราศาสตร์มาผสมเป็นหลักการให้ฤกษ์ของวิชาหมอดูทั่วไปซึ่งหยาบมากและเป็นอันตรายแก่ผู้ที่เชื่อหลักการนี้ เพราะหากคนเกิดวันศุกร์ไม่ถูกกับวันเสาร์แล้ว แสดงคนเกิดวันศุกร์ก็ต้องโชคร้ายในทุกๆวันเสาร์ คนเกิดวันศุกร์ก็คบกับคนวันเสาร์ไม่ได้ หรือรักกันไม่ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ อันนี้เป็นความเชื่อที่บิดเบือนหลักโหราศาสตร์อย่างยิ่ง ส่วนมากหมอดูชอบนำไปใช้กัน

 2.หากฤกษ์ที่ได้ไปมีคนชอบทักว่าวันนี้ไม่ดี วันนั้นดีกว่า หรือเช่นว่าทำเอาเอาวันข้างแรมไม่เอาข้างขึ้น ทำไมเอาเดือนคี่ไม่เอาเดือนคู่ ทำไมเอาวันเป็นคู่ศัตรูกัน ทำไมเอาวันเป็นกาลกินีกับวันเกิด ทำไมเอาวันเสาร์-อังคาร ทำไมเอาวันโลกาวินาศ และทำไมไปทำพิธีตอนเย็น ไม่ทำตอนเช้า ให้อ่านบทความนี้ครับ คำถามสำหรับคนชอบทักว่าฤกษ์ไม่ดี

 3.หากสงสัยเรื่องฤกษ์ยามของวิชาโหรพรามณ์หรือโหรหลวง ว่าคำนวณมาได้อย่างไร ใช้วิธีอะไรในการคำนวณ และแต่งต่างจากฤกษ์ชาวบ้านอย่างไร กรุณาอ่านบทความกฏเกณฑ์การให้ฤกษ์นี้ครับ

4. รวมคำถามตอบเรื่องฤกษ์ยามจะมีอัพเดทเรื่อยๆนะครับ โดยผมจะทำเป็นลิงค์ไว้ที่นี่ครับ คลิ๊กเลย

5.หากสงสัยว่าวิชาโหรฯมีการคำนวนดวงชาตาของฤกษ์ยามที่ละเอียดซับซ้อนและแตกต่างจากวิชาอื่นๆอย่างไร กรุณาอ่านบทความ โหราวิทยา บทที่ 4 การคำนวนกำลังดาวเคาระห์และเรือนชาตาโดย คลิ๊กที่นี่

 6.เรื่องที่คนทั่วไปไม่เคยรู้วิชาโหรกับ วิชาหมอดูไม่ใช่วิชาเดี่ยวกัน และต่างกันมากราวฟ้ากับดิน หากต้องการรู้ว่าต่างกันอย่างไร กรุณาอ่านบทความนี้ครับ ความแตกต่างของวิชาโหรกับวิชาหมอดู

******************************************************

วิธีการ ใช้ฤกษ์

 

การให้ฤกษ์ โดยระบบโหราศาสตร์ภารตะหรือโหราศาสตร์แบบโหรพรามณ์ ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับโหราศาสตร์ไทยชั้นสูงที่ใช้กันในบุคคล ชั้นสูงและการกำหนดพิธีกรรมในพระราชพิธีต่างของกษัตริย์ในสมัย โบราณ มีการคำนวนโดยวิธีการสลับซับซ้อนทางดาราศาสตร์และหลักการทางโหร ซึ่งต่างกับโหราศาสตร์ระบบอื่นๆ และกำหนดเป็นฤกษ์ยามเฉพาะตัวบุคคลนั้นๆในการทำการ ต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์เพียงเจ้าของฤกษ์คนเดียวเท่านั้น ผู้อื่นจะนำไปใช้ก็จะไม่เกิดผลดีตามฤกษ์ที่กำหนดไว้
บางคนชอบ โทรมาถามว่าวันนี้เป็นวันดีไหม ผมตอบไม่ได้หรอกครับเพราะฤกษ์มีทั้งฤกษ์บนฤกษ์ล่าง ฤกษ์บนก็คือวันที่ดวงดาวบนท้องฟ้าให้พลังที่เป็นศุภผล เป็นวันดีก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถใช้ได้ทุกคน หรือวันนี้เป็นวันดีฤกษ์ดีแต่จะดีตลอดทั้งวันก็หาไม่ และหากไปคำนวนดูชาตากำเนิดของเรา(ฤกษ์ล่าง) ก็อาจจะขัดแย้งกับฤกษ์บน(ท้องฟ้า) ก็ทำการมงคลในวันนั้นไม่ได้อีก ที่พูดวันว่าวันนี้วันดีก็มิใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะฉะนั้นเข้าใจไว้ว่าวันดีมีทุกวัน แต่ฤกษ์ที่ดีเหมาะกับเรานั้นอาจจะทั้งปีมีแค่วันเดียว ส่วนวันร้ายก็มีทุกวันเหมือนกัน แต่จะร้ายกับเราทุกวันก็ไม่ใช่ ฉะนั้นฤกษ์ยามก็คือการคำนวนพลังความสัมพันธ์ระหว่างดาวบนท้องฟ้า กับมนุษย์ที่อยู่บนดินให้สัมพันธ์กันนั่นเอง
1. เมื่อได้ ฤกษ์ยามได้กำหนดไว้แล้วให้เตรียมการล่วงหน้าแต่เนิ่นๆเพื่อจะได้ ไม่ให้ผิดพลาด เพราะหัวใจของฤกษ์ยามก็คือ”เวลา” ที่เป็นศุภผล
2. ในการให้ ฤกษ์ผมจะคำนวนเวลาที่เหมาะสมกับดวงชาตาของท่านที่ดี่ที่สุดเพียง ฤกษ์เดียวเท่านั้น บางคนพยายามขอหลายๆวันเผื่อเลือก ซึ่งฤกษ์ที่ให้แต่ละฤกษ์คำนวนด้วยความ ยากลำบากมาก เพราะผมคำนวนด้วยมือ ดวชาตาแต่ละดวงชาตา อย่างน้อยก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง และสอบทานฤกษ์ในกฏเกณฑ์อื่นๆอีกเป็นวันๆ (ไม่ใช่ฤกษ์ประเภทเปิดหนังสือดูปฎิทินแล้วให้ฤกษ์อย่างที่เราคุ้ยเคย กัน ซึ่ง 5 นาทีก็ให้ฤกษ์กันได้แล้ว)
3. อย่าง ไรก็ตามการใช้ฤกษ์ชั้นสูงนี้มักจะมีเหตุที่ทำให้เจ้าการมักจะใช้ ไม่ได้ตามเวลาที่กำหนดอยู่บ่อยครั้งอันเนื่องมาจาก ดวงฤกษ์ที่สูงเกินวาสนาของเจ้าการ(เจ้าของดวง) หรือเจ้าของดวงมีเหตุที่ถูกอุปสรรคขัดขวางจากเจ้ากรรมนายเวร หรือวิบากกรรมอื่นๆ ที่จะไม่ไห้ได้ผลสำเร็จตามฤกษ์นั้นๆ เช่น ว่า จะต้องออกรถในวันนี้ตามฤกษ์ แต่บังเอิญรถยังไม่เรียบร้อย ก็ออกรถในวันนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องระวัง
4. การใช้เวลา ตามฤกษ์ควรจะต้องคำนวนเวลาให้ตรงตามเวลาท้องถิ่นที่เป็นมาตรฐาน สำหรับสถานที่นั้นๆ หรืออย่างน้อยนาฬิกาจะต้องตรง โดยเทียบจากเวลามาตรฐานของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ โดยโทรไปที่หมายเลข 1811 ซึ่ง จะบอกเวลามาตรฐานประเทศไทย ซึ่งผมใช้เวลามาตรฐานประเทศไทยนี้คำนวนฤกษ์ ฉะนั้นจะต้องตรงกันทั้งสองฝ่าย
5. เวลาจากดวง ฤกษ์ที่ให้เป็นการคำนวนเวลาเริ่มต้นของฤกษ์ และจะสิ้นสุดฤกษ์ เช่นฤกษ์ที่กำหนดเป็นเวลา 09.11 น. -09.29 น. หมายความว่าหัวใจในการทำกิจกรรมนั้นๆจะต้องเริ่มต้นในเวลา 09.11 น.จนถึง 09.29 น. (ปกติผมจะให้เวลาเริ่มต้นและเวลาสุดฤกษ์เอาไว้ให้) เช่น การลงเสาเอก จะต้องกระทำการยกเสาลงหลุมให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด หรือการลาสิกขาบท ต้องให้การสวดบทขอลาสิกขาเริ่มต้นภายในเวลานี้ หรือการเอาผ้าสังฆาฏิออกจากตัว(แล้วแต่กรณี) ส่วนการตั้งศาลก็ให้ถือเอาเวลาที่อัญเชิญเจว็ดเข้าประทับในศาล หรือการตอกไม้มงคลวางรากฐานเพื่อยกเสาของศาล(แล้วแต่กรณี) ส่วนกิจกรรมอื่นๆให้เทียบเคียงเอาตามนี้
6. ส่วนหาก กิจกรรมนั้นๆต้องใช้ระยะเวลามากกว่านี้ก็จะต้องให้มีการทำกิจกรรม ต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอนหรือหยุดไปกลางคัน ก็ยังถือเวลาอยู่ในเวลาของฤกษ์ได้
7. แผ่นดวง ฤกษ์พิมพ์ออกมาจากไฟล์ที่ผมให้มา เมื่อใช้เสร็จแล้ว ให้ใส่กรอบหรือไว้ที่หิ้งพระเอาไว้บูชาถือว่าได้บูชาเสริมดวงชาตา และดวงฤกษ์ของเราให้เกิดผลดีตลอดไป หากไม่สามารถทำได้ให้ทำการเผาด้วยไฟเท่านั้น ห้ามนำไปทิ้งในถังขยะ
8. การใช้ฤกษ์ ให้เกิดผลดีและเกิดศุภผลตามที่ท่านต้องการ อย่างน้อยที่สุดท่านจะต้องสมาทานศีล 5 รักษากายวาจาใจให้บริสุทธิ์ และในขณะที่กระทำการตามฤกษ์นั้นๆ จิตใจจะต้องแน่วแน่มั่นคงไม่หวั่นไหว ห้ามมีอารมณ์โกรธเคือง โมโห หรือมีเจตนาจะไปประทุษร้ายต่อใคร จิตใจต้องไม่วอกแวก สับสน วิตกกังวล ฯลฯ เมื่อทำได้ครบตามที่กล่าวแล้วดวงฤกษ์ก็จะมีอิทธิพลังเป็นศุภผล ส่งผลเกิดผลดีให้แก่ดวงชาตา และเกิดความเจริญรุ่งเรืองสืบไป
9. บางคนมัก ชอบว่ามาขอฤกษ์กับผมต้องรอนานมากๆกว่าจะได้ บางคนเป็นเดือน บางคน สามเดือน บางคนรอมาหลายเดือนก็ไม่มีฤกษ์จะให้ ต้อง ขอชี้แจงอย่างนี้ว่า โหราศาสตร์ระบบนี้ไม่เหมือนระบบอื่น โหรผู้ให้ฤกษ์ ต้องต้องดูฤกษ์สำหรับการให้ฤกษ์ก่อนเหมือนกัน ไม่สามารถทำแบบสุกเอาเผากินไม่ได้ โหรผู้คำนวนฤกษ์ก็ต้องตรวจดวงดาวบนท้องฟ้าก่อนว่าวันไหนเหมาะแก่ การคำนวนฤกษ์ วันไหนห้ามคำนวนฤกษ์ เช่น วันสิ้นปี สิ้นเดือน สิ้นปีนักษัตร วันพระจันทร์ดับ พระจันเทร์เต็มดวง วันโกน วันพระ วันดาวดับบนฟ้า วันที่ดาวพุธโคจรวิกลคตพักรองศา(อันนี้อาจต้องรอเป็นเดือน) วันที่มีคราส (ภายในหน้าหลัง 7 -14 วัน) ก็คำนวนฤกษ์ไม่ได้ เมื่อได้วันแล้วก็ต้องอาบน้ำชำระร่างกาย จุดธูปเทียนบูชาพระ พ่อแม่ครูอาจารย์ ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ ก่อนทำการคำนวนดวงฤกษ์ทุกครั้งไป ฉะนั้นฤกษ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไรก็ต้องดูชาตาและวาสนาของเจ้าชา ตาก่อนด้วย
10. การนับวันในสัปดาห์ในทางโหราศาสตร์แบบโบราณนั้นแตกต่างจากการนับของทางราชการ ของทางราชการจะเปลี่ยนวันใหม่ในเวลา 24.00 น.ของทุกคืน แต่ทางโหราศาสตร์จะเปลี่ยนวันใหม่ในเวลาเช้าที่พระอาทิตย์ขึ้น ประมาณ 6.00 น. ซึ่งคนทั่วไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไม่รู้เรื่องนี้ เช่นเกิดวันที่ 23 มีนาคม 2553 เป็นวันอังคาร หากท่านเกิดในเวลากลางวันจะไม่เป็นปัญหา หากเกิดในเวลากลางคืน เช่น 01.00 น. ของคืนวันจันทร์(คืน 22 มีนาคม) เช้ามาเป็นวันอังคารที่ 23 มีนาคม ทางราชการจะระบุว่า ท่านเกิดวันอังคารที่ 23 มีนาคม 2553 เวลา 01.00 น. แต่ทางโหราศาสตร์จะถือว่า ท่านเกิดคืนวันจันทร์ เพราะโหราศาสตร์จะเปลี่ยนเป็นวันอังคารก็ต่อเมื่อพระอาทิตย์ของวันอังคารได้ขึ้นที่ขอบฟ้าแล้ว ซึ่งในวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นเวลา 06.20 น.ดังนั้นแม้ว่าท่านจะเกิดวันนี้แต่เป็นเวลา 06.15 น.ของวันที่ 23 มีนาคมก็ตาม แต่พระอาทิตย์ของวันอังคารยังไม่ขึ้น ท้องฟ้ายังมืดอยู่ ก็ยังถือว่าท่านเป็นคนเกิดวันจันทร์
หรืออีกตัวอย่างเช่น คุณเป็นคนเกิดวันที่ 15 พค 2520 เวลา 01.00 น.ทางราชการ วันที่ 15 พค นับเป็นวันอาทิตย์วันเดียว ทางราชการเปลี่ยนวัีนที่และวันสัปดาห์พร้อมกันในเวลา 24.00 น.
ทางโหราศาสตร์ วันที่ 15 พค มีทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ เพราะทางโหราศาสตร์เปลี่ยนวันที่และวันในสัปดาห์ "ต่างกัน" ทางโหรเปลี่ยนวันที่ เหมือนทางราชการคือ 24.00 น. แต่วันในสัปดาห์จะเปลี่ยน เวลาประมาณ 6.00 น.ของวันรุ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่คืนวันที่ 15 (ตามสากล) เวลา 24.00 น. เป็นวันอาทิตย์วันใหม่ตามราชการ แต่"ยังคง"เป็นวันเสาร์ทางโหราศาสตร์
11.สำหรับท่านที่ไม่มีเวลาเกิดหรือมีเวลาเกิดที่ไม่แน่นอนก็ไม่ต้องกังวล เนื่องจากเราใช้วิธีคำนวนหาฤกษ์แบบโบราณจะไม่มีปัญหา ซึ่งในสมัยก่อนคนที่จะทราบเวลาเกิดที่แน่นอนมีน้อยมาก ส่วนมากก็จะเพียงแค่ทราบว่าเกิดวันไหน
หรือรู้แต่เพียงว่า เกิดต้อนเช้า สาย บ่ายเย็น เกิดตอนพระบิณฑบาตร เกิดตอนต้อนวัวเข้าคอก เกิดตอนพระตีระฆังเพล ฯลฯอย่างนี้เป็นต้น
โดยเราจะคำนวนจากองศาพระอาทิตย์ในวันที่ท่านเกิด ประกอบกับคำนวนจากองศาพระจันทร์ในฤกษ์ที่จันทร์เสวยนั้นๆเป็นหลัก ซึ่งวิธีนี้จะคำนวนจากเวลา 07.00 น. ของทุกวัน สำหรับท่านทที่ไม่มีเวลาเกิดที่แน่นอน เราจะตั้งค่าการคำนวนจากเวลา 07.00 น.ก็จะทำให้สามารถหาฤกษ์กำเนิดในดวงชาตาได้เช่นกัน
12.การนับปีนักษัตร (ชวด,ฉลู,ขาล) มีความสับสนกันมาก เพราะมีทั้งแบบไทยแบบจีน ซึ่งมีการเปลี่ยนปีแตกต่างกัน มีรายละเอียดดังนี้
ก.การเปลี่ยนปีนักษัตรแบบจีน จะเปลี่ยนตามปฎิทินจีน โดยคำนวนจากวันสารท”ลิบชุน” 立春 โดยจะห่างจากวันตรุษจีนประมาณ 3-15 วัน ซึ่งอยู่ราวๆเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งหลายๆคนสับสนกับปีไทย
ข.การเปลี่ยนปีนักษัตรแบบไทย อันนี้ก็มีหลายมติและหลายอาจารย์ดังนี้
1.ปฎิทินโหราศาสตร์ของอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว จะเปลี่ยนปีนักษัตรในวันขึ้นปีใหม่สากลหรือทุกๆวันที่ 1มกราคม ของทุกปี
2.ปฎิทินโหราศาสตร์ของ อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร จะเปลี่ยนปีนักษัตรทุกๆวันที่ 1เมษายน ของทุกปี
3.ปฎิทินโหราศาสตร์ของ อาจารย์พันเอกสุชาติ ศุภประเสริฐ จะเปลี่ยนปีนักษัตรทุกๆวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 ของทุกปี
4.ปฎิทินโหรหลวง ของหมวดโหรพรามณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง จะเปลี่ยนปีนักษัตรทุกๆวันขึ้น 1 ค่ำเดือนอ้ายของทุกปี
ส่วนการคำนวณของผมจะใช้ หลักตามข้อ 3 เพราะมาจากพระราชวินิจฉัยของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5และยึดตามการบันทึกของพงศาวดารของไทยมาแต่โบราณ