c section

 


บริการดูฤกษ์มงคล ฤกษ์คลอดบุตร ฤกษ์ผ่าคลอด ตามหลักโหราศาสตร์ชั้นสูงจากคัมภีร์พระเวท ปี 2560

 

 

การหาฤกษ์คลอดบุตร (ฤกษ์ผ่าคลอด)

 

ในสมัยปัจจุบันนี้ นิยมทำการผ่าท้องทำคลอดทารก หรือวิธี ซี-เซกชัน (C-section) มากจนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว  ในอดีตการผ่าท้องมักจะทำเมื่อการคลอดทางช่องคลอดอาจเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพหรือชีวิตของมารดาหรือเด็กเท่านั้น แต่สมัยนี้ที่คนนิยมทำการผ่าคลอดก็คือความสะดวกของแพทย์และมารดาและเจ็บปวดน้อยกว่าคลอดเอง และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญในการตัดสินใจผ่าท้องก็คือ ต้องการให้ลูกคลอดตามเวลาของ “ฤกษ์ดี”  ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่หลายๆประเด็นคือ การให้ฤกษ์คลอดนั้นเป็นการกำหนดดวงชาตาของทารกในครรภ์หรือไม่ และฤกษ์ที่ได้มานั้นเป็นฤกษ์ดีจริงหรือไม่ ใครเป็นคนรับรอง ครูอาจารย์ที่ให้ฤกษ์นั้นมาจากตำราไหน วิชาไหน สายไหน ที่รับรองแล้วว่าได้ผลดีที่สุด สามารถส่งผลให้ทารกที่ถือกำเนิดมาตามฤกษ์นั้น ได้ผลตามที่กล่าวอ้างจริงๆ

 

และเป็นที่รู้กันอยู่ว่า ดวงชาตากำเนิดก็คือแผนที่บ่งบอกแสดงกรรมของบุคคล และทารกถือกำเนิดในครรภ์มารดาก็ด้วยมีพันธะกรรมต่อกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง อีกทั้งทารกนั้นก็ย่อมมีกรรมเป็นของๆตน จะชั่วดีก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่ทารกนั้นได้เคยกระทำเอาไว้แล้วในอดีต การคลอดของทารกในเวลาใดๆก็ตามก็เป็นการแสดงถึงดวงชาตากำเนิดซึ่งบ่งชี้กรรมของทารกนั้น  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการผ่าคลอด หรือคลอดเอง ไม่ว่าจะดูฤกษ์หรือไม่ เวลาที่คลอดนั้นเอง ก็คือ ดวงชาตากำเนิด  ที่จะกำหนดชาตาชีวิตของทารกนั้นไปตลอดชีวิต

c section mail 2

 

หลักการคำนวนหาฤกษ์ผ่าคลอดตามหลักโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) ของอาศรมศรีจักรนารท

ในการหาฤกษ์กำเนิดของเด็กทารกมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะดวงกำเนิดจะส่งผลให้กับเด็กทารกนั้นไปตลอดชีวิต  ทั้งสติปัญญา ความเฉียวฉลาด คุณงามความดี ความเจริญรุ่งเรือง-ความตกต่ำ ทั้งด้านการงาน อาชีพ ความร่ำรวย-ความยากจน ความสุข-ความทุกข์ในชีวิตสมรส และสุขภาพดี-ร้ายต่างๆ  ฯลฯ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงดาวในดวงชาตากำเนิดทั้งสิ้น  ดังนั้นในการหาฤกษ์กำเนิดนั้นจำเป็นตั้งใช้ศาสตร์ที่มีความละเอียดแม่นยำสูง มีคัมภีร์โบราณรองรับทฤษฎีว่าด้วยฤกษ์กำเนิดโดยเฉพาะ อีกทั้งต้องเป็นทฤษฎีที่ได้ผ่านการรับรอง การสอบทานทางทฤษฎีมาอย่างยาวนานนับพันปี จึงจะใช้ได้ผล  โดยหลักการพิจารณาหาฤกษ์กำเนิดมีลำดับการพิจารณาดังนี้

1.เด็กทารกต้องไม่มีดวงอายุสั้น ไม่เกิน 8 ขวบ -หลักวิชานี้เรียกว่า"อายุรทัย" คือดวงชาตาที่อายุสั้นมากระหว่าง 1-8 ขวบ เรียกว่า"พลริษฏโยค" ดังนั้นดวงชาตาใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นดวงชาตาที่ดีเด่นสักเพียงใด มีดาวอุจน์ ดาวเกษตร ดาวที่ให้โยคเกณฑ์ดีสักเพียงใดก็ตาม หากในดวงชาตามีโยคร้ายนี้ ก็เท่ากับว่าผลดีทั้งหมดเป็นอันสูญไป อันนี้เป็นความสำคัญอันดับที่ 1 ในการหาฤกษ์

2.เด็กทารกต้องไม่ดวงอายุสั้น ไม่เกิน 40 ปี หลักวิชานี้เรียกว่า "อัลปอายุรโยค" เรียกว่าโยคอายุสั้น ซึ่งมีตั้งแต่ อายุ 9-40 ปีดั้งนั้นหากดวงจะดีเด่นสักพียงไร ตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งสอบมหาลัยได้ที่ 1 แต่ต้องมาจบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 20 ปี หรือคนหนุ่มอายุระหว่าง 30-40 เป็นช่วงสร้างครอบครับ หากเสียชีวิตลงในช่วงนี้ก็เท่ากับครอบครัวขาดที่พึ่ง หรือบางคนอายุยังน้อย กำลังทำมาหากินรุ่งเรือง มีเงินทองทรัพย์สิน มีชื่อเสียงเกียรติยศ แต่ก็กลับมาต้องเสียชีวิต ในวัยหนุ่มสาว

3.ดวงชาตาต้องไม่พิกลพิการ เป็นใบ้ หูหนวก หรือ ทุพลภาพ ด้วยอุบัติเหตุต่างๆ  ไม่ปัญญาอ่อน หรือ สติไม่สมประกอบ

4.ดวงชาตาต้องไม่เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เช่น เป็น โรคที่ไม่ทางรักษา หรือ โรคทางพันธุกรรม

5.ดวงชาตาต้องไม่มีดวงติดคุก เรียกว่า "พันธนะโยค" เช่น ถูกจับกุมคุมขัง ถูกติดคุกตะราง ถูกควมคุมตัวด้วยวิธีการต่างๆ

6.ดวงชาตาต้องไม่เป็นคนยากจนเข็ญใจ ไร้ที่พึ่ง เรียกว่า “เกมะทรุมโยค” โดยไม่มีดาวเคราะห์อื่นใดเคียงข้างจันทร์  เป็นผลให้นิสัยทรามหรือการแต่งกายไม่เรียบร้อย  ทุกข์ทรมาน  เจ้ามารยา  เสียเปรียบผู้อื่น  และความเศร้าใจทุกข์ใจ และต้องไม่เป็นคนประพฤติชั่วทั้งกาย วาจา ใจ

7.ดวงของเด็กชาย-หญิงต้องเป็นอภิชาตบุตร กล่าวคือต้องได้ดีกว่าพ่อแม่ หรือ ดีกว่าทุกคนในวงศ์ตระกูลของตน อีกทั้งต้องมีปัญญาดี จิตใจมีเมตตา มีศีลธรรม มีคุณธรรม   มีทรัพย์สินเงินทอง    มีชื่อเสียงดี   มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี  มีคู่ครองดี  มีบุตรหลานดี  เสริมดวงเสริมฐานะให้พ่อแม่  มีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรีในสังคม และมีอายุยืน

8. สำหรับดวงทารกหญิงต้องได้คู่ครองดี ไม่มีดวงเป็นหม้าย หย่าร้าง ชู้สาว และดวงที่ไม่มีบุตรสืบวงศ์ตระกูล

ซึ่งในคัมภีร์โหราศาสตร์ภารตะโบราณ ได้มีการอธิบายผลร้ายต่างๆนี้ในดวงกำเนิดของทารก และเราสามารถหลีกเลี่ยงจากเกณฑ์ร้ายต่างๆได้โดยการกำหนดเวลาคลอดที่ปลอดจาก เกณฑ์ร้ายนั้นได้ และหลักการทั้งหมดนี้ สามารถคำนวนและกำหนดดวงชาตาของเด็กได้จริงตามวิธีการทางโหราศาสตร์ ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก

แต่อย่างไรก็ตามจะสามารถทำให้ได้ผลครบทั้ง 8 ข้อนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงวัน-เดือน-ปีและเวลาของทารกที่จะคลอดว่ามีดวงดาวโคจรและมีทรรศนะสัมพันธ์ ที่ให้คุณต่อดวงชาตามากเพียงใด หากดวงดาวมีจังหวะการโคจรดี ก็สามารถหาได้ครบทั้ง 8 ข้อ แต่หากดวงดาวมีจังหวะการโคจรไม่ดีก็จะให้ความสำคัญตามลำดับข้างต้น กล่าวคือ ทารกจะต้องมีอายุยืนก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนความเจริญรุ่งเรืองด้านต่างๆของดวงชาตาทารกนั้นก็จะให้ความสำคัญรองลงมาตามลำดับ

ดังนั้นการหาฤกษ์ผ่าคลอดนั้น มีวันที่แพทย์ให้มาจำกัด อยุ่ระหว่าง 5-7 วันเท่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีช่วงเวลาให้คำนวนกว้างมากๆจึงจะดี เช่น ให้หาฤกษ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   จะดีที่สุด  หรือ อย่างน้อย ต้องได้ ระหว่าง 8.00-20.00 น.ของแต่ละวัน บางรายให้ช่วงเวลามาแคบมาก เช่น ช่วงเช้า เท่านั้น ทำให้การหาฤกษ์มีข้อจำกัดมากจนหาฤกษ์ไม่ได้ เรื่องเวลานั้นต้องต้องปรึกษาสูติแพทย์ด้วยว่าท่านมีเวลามาผ่าให้ตามเวลาที่เราต้องการไหม หรือมีผลต่อสุขภาพของแม่และเด็กไหม หากเป็นโรงพยาบาลเอกชนมักจะให้เวลาตามที่ขอ ส่วนโรงพยาบาลของรัฐการกำหนดช่วงเวลาผ่าคลอดมักทำได้ยาก หรือร.พ.บางแห่งก็ไม่มีการผ่าคลอดเสาร์-อาทิตย์อันนี้ต้องตรวจสอบก่อนที่จะมาขอฤกษ์

หรือบางรายก็ได้สูติแพทย์ที่มีเวลาน้อย เพราะมีงานล้นมือ ท่านก็ต้องผ่าตามความสะดวกของแพทย์  ซึ่งมีผลต่อดวงชาตาของเด็ก อย่าลืมว่าเมื่อ แพทย์ทำการผ่าตัดคลอดออกมาแล้ว คุณหมอท่านมีภาระรับผิดชอบเพียง 6 ชั่วโมงหลังคลอดว่าทารกปลอดภัย ก็ถือว่าหมดหน้าที่ความรับผิดชอบของแพทย์ แต่สำหรับโหราศาสตร์แล้วถือว่าเวลากำเนิดนั้นมีผลต่อดวงชาตาตลอดชีวิตของคนๆนั้น

 

 

 

การกำหนดดวงชาตาเด็กโดยการผ่าคลอดสามารถทำได้หรือไม่

ที่มีการถกเถียงกันก็คือ การกำหนดดวงชาตาของเด็กทารกนั้น โหราจารย์สามารถใช้วิชาโหราศาสตร์กระทำการนี้ได้หรือไม่ และทำแล้วจะผิดครูหรือไม่  เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับนักโหราศาสตร์ หรือนักพยากรณ์ในสายอื่นๆทั่วไป เพราะเพิ่งจะมีการนิยมกำหนดฤกษ์ผ่าคลอดในไม่กี่สิบปีมานี้เอง ปูมโหรโดยทั่วไปก็ยังไม่สามารถระบุชี้ชัดอย่างไรได้เพราะมีข้อมูลไม่พอ และสายครูอาจารย์ในศาสตร์ที่ตนเองร่ำเรียนมา ก็ไม่เคยมีสอนเอาไว้ ไม่ว่าในตำราไหน ว่าทำได้หรือไม่  ทำแล้วดีจริงหรือไม่ ไม่มีใครรับรองได้ นอกจากจะเสี่ยงดวงเสี่ยงวิชากันเอาเอง

ส่วนประเด็นนี้มีคำตอบจากโหราศาสตร์ภารตะของพราหมณ์ฮินดูโบราณ ซึ่งมีการกำหนดฤกษ์คลอดมาแล้วแต่โบราณอย่างเชี่ยวชาญและเป็นระบบ อีกทั้งมีตำหรับตำราชั้นคัมภีร์อธิบายวิธีการกำหนดฤกษ์คลอดนี้เอาไว้มากมายเอาไว้หลายพันปีมาแล้ว (ซึ่งไม่มีในโหราศาสตร์ระบบอื่นๆ) จึงนับว่าสายนี้ไม่ผิดครูเพราะครูท่านสอนวิธีเอาไว้แล้ว

 

 

การกำหนดฤกษ์คลอดล่วงหน้า ของโหรภารตะแบบโบราณ

แต่ในสมัยโบราณไม่มีการผ่าคลอด การกำหนดฤกษ์คลอดจึงจำเพาะจงจงไปที่การ ร่วมสังวาสกัน (กามพฤติ-นิเษกะ) ในเวลาฤกษ์ยามที่โหรกำหนด วิธีนี้เรียกว่า “อาธานะจักร” หรือ “อาธานะกุณฑลิ” เมื่อสามี-ภรรยาทำการสังวาสกันในเวลาที่เป็นศุภมงคลตามดวงฤกษ์อาธานะแล้ว ก็สามารถคำนวณเวลาคลอดของทารกออกมาได้ตามฤกษ์ยามที่ได้ผูกเอาไว้ล่วงหน้า เด็กทารกที่เกิดมาก็จะมีดวงชาตา เพศ รูปลักษณ์ ผิวพรรณ อุปนิสัย ความสามารถตามที่ได้กำหนดไว้ตามฤกษ์ทุกประการ อีกทั้งดวงฤกษ์อาธานะนี้ สามารถกำหนดระยะของตัวอ่อนของทารกที่อยู่ในครรภ์ได้อย่างละเอียด โดยไม่ต้องอุลต้าซาวด์แต่อย่างใด เช่น มหาฤาษีแต่โบราณท่านกำหนดเอาไว้ในหลักวิชาโหราศาสตร์ก่อนเกิด ตัวอย่าง เช่น คัมภีร์ไชยมินิสูตร ของมหาฤาษีไชยมิณี มีรายละเอียด ของฤกษ์คลอดแบบโบราณดังนี้ คือ

ในอัธยายะ ๓ บาท ๔. ของคัมภีร์ มีการอธิบายดังนี้

วิธีการหาอุปเคราะห์ในดวงอาธานะจักร เพื่อกำหนดดวงชาตาของทารก และกำหนดอาธานะลัคน์ (ลัคนาของการตั้งครรภ์) และเปรียบเทียบวิธีการคำนวณของวิธีของมหาฤาษีปะราสาระกับมหาฤาษีไชยมิณิ ในเรื่อง ระยะเวลาตั้งครรภ์, การแท้ง ,การผสมพันธ์ ,ความหวังในการตั้งครรภ์ , อสุจิและเชื้อผสมพันธุ์  ,การเจริญของทารกในครรภ์ ,ลักษณะวิสัยของเชื้อกำเนิด ,การก่อรูปของทารก ,เพศของทารก ,โรคของมารดา, ผิวพรรณของทารก ,คู่แฝด, และอวัยวะบกพร่อง

อัธยายะ ๔ บาท ๑. ของคัมภีร์ มีการอธิบายดังนี้

การพิจารณาความเจริญและบกพร่องของอวัยวะของทารก ,ลูกผิดกฎหมาย ,วรรณะผิวพรรณของทารก,ทารกมีความสุข, ทารกมีบุญ ,ทารกมีความรู้ ,ทารกฉลาดและแข็งแรง ,โดยพิจารณาจากลัคน์ปราณบาท ,ลัคน์อาธานะ ในการตั้งครรภ์

ในอัธยายะ ๔ บาท ๒. ของคัมภีร์ มีการอธิบายดังนี้

เรื่อง มารการก (จุดวิบัติของทารก) ,เรือนที่เป็นโยคทำให้ทารกไม่สมประกอบ ,ฝาแฝด ,การกำหนดเวลาคลอด ,การคลอดก่อนกำหนด ,วินิจฉัยโรคของทารก ,ทารกอายุสั้น โดยพิจารณาจากลัคน์อาธานะในขณะตั้งครรภ์

ในอัธยายะ ๔ บาท ๓. ของคัมภีร์ มีการอธิบายดังนี้

เรื่อง เพศของทารก, สีผิวของทารก ,รูปร่างและความฉลาด ,คลอดง่าย-คลอดยาก เป็นต้น โดยพิจารณาจากลัคน์อาธานะในขณะตั้งครรภ์และขณะคลอด

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เพื่อให้เห็นว่า วิชาโหรภารตะนั้นมีการกำหนดฤกษ์คลอดเอาไว้จริงๆ มาแต่โบราณนับพันๆปีมาแล้ว นี่เป็นหนึ่งในหลายสิบคัมภีร์ทีทำการอธิบายการหาฤกษ์คลอดเอาไว้ ซึ่งคัมภีร์เหล่านี้แต่งโดยโหราจารย์ที่มีชื่อเสียงระดับบูรพาจารย์ และวิธีการนี้ในปัจจุบันก็ยังนิยมทำกันอยู่ในประเทศอินเดีย

 


ประจักษ์พยานจากฤกษ์คลอดในสมัยโบราณ (อาธานะ)

ตัวอย่างเด่นๆที่สำคัญ จากประวัติศาสตร์ฮินดูโบราณเห็นจะไม่มีใครเกินประวัติของท่าน มหาฤาษีวยาสะ  ขอเล่าเรื่องแทรกเกี่ยวกับการถือกำเนิด ของท่านในแง่มุมทางโหราศาสตร์  โดยมีตำนานมาว่า คืนหนึ่งขณะที่ฤาษีประราสาระกำลังนั่นเรือข้ามฟากอยู่นั้นท่านได้คำนวน  "อาธานะกุณฑลิ"  หรือเรียกอีกอย่างว่า "อาธานะจักร" ดวงกาลชาตาพิเศษ สำหรับหาเวลาที่ดีในการร่วมกามารมณ์ของบุรุษ-สตรี เพื่อการปฏิสนธิของทารก

ซึ่งหากบิดามารดาได้ร่วมกามพฤติ (การร่วมกามรมณ์) หรือ ทำการ"นิเษกะ"  (การร่วมกามารมณ์ครั้งแรกของสตรี) ในช่วงเวลานี้แล้ว   ทารกเมื่อเกิดมาจะได้เป็นคนดีมีความสามารถสูง รูปร่างงดงาม เฉลียวฉลาดและไม่ทุพลภาพซึ่งในขณะนั่งเรือข้ามฟากอยู่นั้น อาธานะกุณฑลิจักร ก็ได้แสดงให้ว่าจะผู้มีบุญญาธิการยิ่งใหญ่จะมาถือกำเนิด  ถ้าหากมีหญิงชายใดร่วมสังวาสกันในเวลานั้น บุตรที่อกมาจะเป็นชาย มีบุญญาธิการเป็นอันมาก ท่านมหาฤาษีก็ได้แจ้งแก่นางสัตยาวดีผู้ซึ่งนั่งเรือข้ามฟากมาด้วยกัน และท่านก็ขอทำการ"นิเษกะ" กับนาง ซึ่งนางก็ตอบตกลง ผลก็คือการให้กำเนิดมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่คือพระมหาฤาษีวยาสะในกาลต่อมา

ในการคำนวน อาธานะกุณฑลิจักร นี้ จะช่วยในการเลือกเพศทารก การกำหนดเวลาคลอด สติปัญญา ผิวพรรณ บุคคลิก และความเจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าของทารก   โดยโหราจารย์ฮินดูก็ได้มีการสืบทอดวิชากันมาจนถึงปัจจุบันนี้

สำหรับแง่มุมทางโหราศาสตร์ อาธานะกุณฑลิจักร ก็น่าจะเป็นคำตอบสำหรับปัญหาการคำนวนดวงชาตาในปัจจุบัน ซึ่งโหรมักจะรู้แต่เวลาคลอด แต่ไม่รู้เวลาปฏิสนธิ  ดังนั้นผู้ที่คลอดในเวลาเดียวกัน(ดวงชาตาจะเหมือนกัน)แต่เวลาปฏิสนธิอาจจะต่างกัน  และผู้ที่ปฏิสนธิพร้อมกันแต่เวลาคลอดก็จะต่างกัน (ฝาแฝด)

ส่วนบิดาของท่านคือมหาฤาษีประรา สาระ(ปราศร) ผู้ที่รจนาคัมภีร์ทางโหราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ คัมภีร์พฤหัต ประราสาระ โหราศาสตรา และถือเป็นคัมภีร์ชั้นเอกของโหราศาสตร์ภารตะ ส่วนบิดาของมหาฤาษีประราสาระก็คือ มหาฤาษีวาสิฐะ ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดมหาฤาษี (สัปตฤาษี) ผู้ยิ่งใหญ่และท่านทั้งหลายล้วนเป็นครูของพระราม(ศรีราม)

อ่านประวัติของท่านโดยละเอียดได้ที่

* พระบูรพมหาพฤฒาจารย์-ฤษีวยาสะ (กฤษณะ ไทวปายนะ วยาส)

**ดวงชาตาของผู้มีบุญมาเกิด “ดวงกำเนิดพระราม” ดวงชาตาที่หาได้ยากในรอบหมื่นปี

 

 

 

 

ฤกษ์ยามผ่าคลอดนั้นได้ผลจริงหรือไม่

ก็คือฤกษ์ที่ได้มานั้นดีจริงหรือไม่ ฤกษ์นั้นได้จากไหน สายวิชาใด ครูอาจารย์ผู้ให้ฤกษ์มีประสบการณ์มากเพียงใด อย่างที่ทราบกันมาว่า นอกจากวิชาโหราศาสตร์ภารตะแล้ว ไม่มีสายวิชาไหนมีการบัญญัติฤกษ์คลอดเอาไว้ในตำรา ไม่ว่าโหรไทย โหรจีน โหรตะวันตก ล้วนไม่มีทั้งสิ้น เท่าที่ให้ฤกษ์ยามกันนั้น ล้วนแต่ใช้ประสบการณ์ของอาจารย์ผู้ให้เอง ว่าดวงชาตาที่ดีๆนั้นจะต้องมีกฎเกณฑ์อย่างไร โดยเทียบเคียงจากดวงชาตาของบุคคลสำคัญ ร่ำรวย มีชื่อเสียงในปัจจุบันเป็นหลัก หรือกฏเกณฑ์ดี-ร้ายอื่นๆตามตำราที่ว่าเอาไว้ ซึ่งเป็นหลักพิจารณาดวงชาตาของบุคคลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่หลักในการพิจารณาหาฤกษ์กำเนิดทารกแต่อย่างใด ซึ่งสองอย่างนี้แตกต่างกัน

 

และฤกษ์ที่ได้มาจากระบบต่างกัน เช่น ได้ฤกษ์จีนแล้วมาเทียบฤกษ์ไทยก็ปรากฏว่าเป็นฤกษ์ร้าย หรือในทำนองกลับกัน ก็เช่นกัน และหลักวิชาแต่ละสายก็มีความหยาบละเอียดแตกต่างกันเป็นอย่างมาก จนแทบจะลงรอยด้วยกันไม่ได้  อย่างนี้แล้วคนที่ไม่รู้ฤกษ์ยามจะทำอย่างไร จะเชื่อใครดี บางคนตั้งใจไปหาฤกษ์ผ่าคลอดเพื่อให้ลูกเกิดมาดี  พอลูกโตมาแล้วก็เกิดปัญหา ก็เลยไปตรวจดวงดูปรากฏว่าเป็นดวงร้าย อย่างนี้ก็มี ดังนั้นการหาฤกษ์คลอดนั้นจะต้องใช้สายวิชาที่เชื่อถือได้เท่านั้น จึงจะได้ผล

 

กฏเกณฑ์และวิธีการหาฤกษ์คลอดบุตร ของโหรฮินดู-ภารตะ

 

สำหรับโหราศาสตร์ภารตะ หรือโหรพราหมณ์ของฮินดูนั้น มีกฏเกณฑ์เฉพาะสำหรับดูฤกษ์ให้กำเนิดทารก และมีเครื่องมือการคำนวณอย่างหลายหลากมากมาย เพื่อที่จะเลือกเฟ้นช่วงเวลาที่เป็นศุภผลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตามเงื่อนไขของเวลาที่จำกัด โดยกฏเกณฑ์การหาฤกษ์คลอดบุตรมีดังนี้

1.ดาวเคราะห์ ราศีและลัคนา

1.1 ดวงชาตา ของทารกจะต้องสัมพันธ์กับดวงชาตาของบิดามารดาไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่ง ทั้งจากดาวเคราะห์ นักษัตรฤกษ์ และเรือนชาตา

1.2 ลัคนา ของดวงชาตาทารก จะต้องมีกำลังดี เข้มแข็งและให้อิษฏผล โดยลัคนาจะเป็นตัวกำหนดเรือนชาตาและดาวดี-ร้ายในดวงฤกษ์กำเนิด ลัคนาจะต้องปราศจากผลร้ายทั้งมวล และการเบียฬจากดาวร้ายอื่นๆ และจุดที่ลัคนาสถิตนี้เป็นตัวชี้วัดว่าดวงนี้เข้มแข็งหรือไม่

นอกจากนี้ในระบบโหราศาสตร์ก่อนเกิดของโหรภารตะ ยังมีกฏเกณฑ์ที่เรียกว่า “วิโยนิเภท” หรือ “วิวิธโยนิ” ที่อธิบายว่าจุดองศากำเนิดของมนุษย์ จะแตกต่างจากจุดองศากำเนิดของ สัตว์ พืชพรรณ ฯลฯ  วิธีนี้สามารถสอบทานองศาของลัคนาหรือเวลาเกิดได้ถูกต้อง ใช้สำหรับผู้ที่มีเวลาเกิดไม่แน่นอน หรือสอบดวงชาตาย้อนกลับไปได้ว่า คนๆนี้ชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไร มาจากภพภูมิไหน

1.3 ดาวเคราะห์ หรือดาวเจ้าเรือน จากลัคนาข้างต้น ต้องมีกำลังดี เจ้าเรือนลัคน์ (ลัคนธิปติ)ต้องมีกำลัง(ดูข้อ 1.4) สถิตในศุภราศี ศุภนวางศ์ ศุภตรียางค์ เสวยองศาหรือนวางศ์ที่ให้ผลดีเช่น วรโคตรรนวางศ์ หรือ ปุษการะนวางศ์ ไม่เสวยองศาที่เป็นโทษ (มรณะองศา)หรือ เสวยตรียางค์ นวางศ์พิษ กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ความแตกต่างของ ตรียางค์นวางศ์พิษ ของไทยกับภารตะ หรือ สถิตในเรือนคู่ศัตรู  กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิเคราะห์ดาวคู่มิตร-ศัตรูแบบภารตะ-ไทย หรือสถิตในตำแหน่งคัณฑานตะ (นวางศ์ขาด) หากเป็นไปได้ควรให้ดาวร้ายสถิตย์ในเรือนอุปจัย หรือ ไม่ควรมีดาวเคราะห์ใดสถิตในเรือนทุสถานะภพ หรือไม่ควรให้ดาวทำมุมโยคร้ายต่อกัน หรือ ไม่ควรมีดาวเคราะห์ วิกลคติ พักร มณฑ์ เสริด ฯลฯ เป็นต้น หากไม่ได้ตามเงื่อนไขนี้ต้องหาวิธีแก้ไข ตามวิธีการปรุงดาวเคราะห์ตามหลักโหราศาสตร์

1.4 การหากำลังของดาวเคราะห์ (ษัฑพละ) คือการคำนวณหากำลังของดาวเคราะห์ทั้ง 7 ในดวงชาตาของทารก ว่ามีกำลังหรือไม่ และให้ผลดีกี่ส่วน และให้ผลร้ายกี่ส่วน (อิษฏผล-กัษฏผล) ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดดวงชาตาว่าจะดีหรือร้าย หากดีจะดีมากแค่ไหน หากร้ายจะร้ายเพียงใด ทั้งนี้ต้องปรุงผลดาวเคราห์ให้ได้กำลังดีที่สุด เพื่ออำนวยผลแก่ดวงชาตาให้มากที่สุด กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ษัฑพละ : กำลังของดวงดาว

P1160060 resize

 

2.การหากำลังของดวงฤกษ์

 

ในการคำนวนหาฤกษ์ยามจะมีส่วนประกอบสำคัญหลักๆอยู่หลายประการ เช่น กำลังของดาวเคราะห์  การวางตำแหน่งดาวเคราะห์ในดวงฤกษ์ให้มีความหมายสัมพันธ์กับดวงชาตาและกิจการที่จะกระทำ การวางลัคนาให้สัมพันธ์กับเรือนชาตา,ราศีตามความมุ่งหมายและกิจการที่ต้องการให้ประสบความสำเร็จและประการที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นหัวใจในการวางฤกษ์คือ “การหากำลังของดวงฤกษ์” ซึ่งจะประกอบด้วย 6 ส่วนคือ

2.1 ปัญจกสุทธิ หรือกำลังทั้ง 5 ประการของ ดิถี นักษัตร วาร โยค และ กรณะ ตามรายละเอียดใน”ปฏิทินปัญจางคะ”   คือ

(2.1.1) ดิถีหรือวันขึ้นแรม

ของโหรภารตะจะแบ่งเป็นศุกลปักษ์ หรือข้างขึ้น และกฤษณปักษ์หรือข้างแรม มีดีร้ายต่างกัน นอกจากนี้ดิถียังแบ่งประเภทย่อมออกเป็น นันดิถี ภัทรดิถี ชยะดิถีหรือ ปูรณะดิถี ก็จะเกิดผลดีเป็นมงคลอย่างสูงและควรหลีกเลี่ยง ริกตะดิถี เพราะเป็นดิถีไม่ดี เว้นแต่จะมีพลังศุภมงคลจากทางอื่นมาช่วยแก้ไขให้บรรเทาให้เป็นกลาง หรือ ได้โยคเกณฑ์พิเศษจากเงื่อนไขอื่นๆ

(2.1.2) วาร-วันในสัปดาห์

วาระ หรือ วันในสัปดาห์ทั้ง 7 เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการคำนวณหาพละ หรือกำลังของดาวเคราะห์ที่มีกำลังแรงในวันนั้นๆ โดยวันในสัปดาห์ตั้งแต่วันอาทิตย์จนถึงวันเสาร์ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงไปถึงดวงดาวเจ้าวันที่กำลังโคจรบนท้องฟ้า ซึ่งจะสามารถส่งผลดี-ร้ายได้จากกำลังดาวและลักษณะที่เป็นดาวศุภเคราะห์ศุภเคราะห์หรือปาปเคราะห์ กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 10.การหากำลังของดวงฤกษ์

(2.1.3) นักษัตร-กลุ่มดาวฤกษ์ทั้ง ๒๗

ส่วนสำคัญส่วนที่ 3 คือกำลังของดาวฤกษ์ทั้ง 27 หรือดาวนักษัตร มีความกว้างนักษัตรละ 13 องศา 20 ลิปดาซึ่งหากจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวนักษัตรเหล่านี้เมื่อใด ก็จะสะท้องพลังรังสีดี-ร้ายของดาวฤกษ์เหล่านี้มาสู่พื้นปฐพี ซึ่งกลุ่มดาวนักษัตรเหล่านี้เองที่เราเรียกว่า “ฤกษ์” ซึ่งมีความสำคัญมากต่อดวงชาตาชีวิตของคน และเป็นหลักในการวางฤกษ์ยามต่างๆ

นักษัตรต่างๆเหล่านี้แบ่งออกตามลักษณะของกำลังมี 7ประเภทคือ 1.นักษัตรมั่นคงถาวร(สถิระ) 2.นักษัตรเคลื่อนไหว-(จาระ) 3.นักษัตรร้ายกาจ(วัชระ) 4.นักษัตรรวม-ผสมผสาน (มิษระ) 5.นักษัตรแจ่มใส-รุ่งโรจน์ (ลฆุ)6.นักษัตรเฉียบขาด(อุคระ)7.นักษัตรอ่อนโยน (มฤธุ)

และนอกจากนี้ในช่วงเวลาของแต่ละนักษัตรก็มีช่วยเวลาร้ายอยู่ทุกนักษัตร เรียกว่า *เวลาต้องห้ามของแต่ละนักษัตร (นักษัตรตะยะชะยะกาล) ต้องหลีกเลี่ยง กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 11.อิทธิพลของนักษัตร

(2.1.4) โยค หรือนักษัตรโยค

นักษัตรโยคมีการคำนวณองศาสัมพันธ์ระหว่างอาทิตย์และจันทร์ ใน 1เดือนจันทรคติ (28 วัน) เพื่อหาพลังรังษีที่เป็นศุภผล หรือเป็นมงคลเอื้อประโยชน์ต่อชีวิต และจิตวิญญาณของมนุษย์ และพลังงานที่ไม่เป็นศุภผลที่ให้โทษ ซึ่งเรียกว่านักษัตรโยค โดย 1 ในรอบเดือนทางจันทรคติจะมีโยคทั้งดีและโยคร้ายหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยน แต่ละโยคมีระยะ 13 องศา 20 ลิปดา มีจำนวนทั้งหมด 27 โยค กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 11.อิทธิพลของนักษัตร

(2.1.5) กรณะ-หรือนักษัตรกาล

พลังงานส่วนที่ 5 คือ กรณะ  หรือเรียกว่า นักษัตรกาลเป็นการคำนวณระยะเวลาของครึ่งวันของวันทางจันทรคติโดยคำนวณจากระยะของดาวอาทิตย์และดาวจันทร์ในช่วงทุกๆ  6 องศาทวีคูณ ผลทีได้เป็นพลังรังสีดี-ร้ายมีจำนวน 11 กรณะและหมุนเวียนกันต่อเนื่องกันตลอดดิถีตามหลักวิธีการคำนวณกรณะคือ ใน 1 เดือนจันทรคติ กรณะลำดับที่ 1-7 หมุนเวียนกันเป็นเจ้าการ 8 ครั้งโดยเริ่มต้นในครึ่งวันหลังของดิถีที่ 1 ของเดือน ลำดับที่ 8-11 เป็นเจ้าการคงที่ไม่หมุนเวียน โดยใน 1 วันจะมี 2 กรณะ กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 11.อิทธิพลของนักษัตร

2.2 ราหูกาล ยมกาล คุลิกากาล และช่วงเวลาร้ายอื่นๆที่ต้องหลีกเลี่ยง

นอกจากหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การกำหนดฤกษ์ยามมงคลยังจะต้องพิจารณาจากกาละ หรือ มุหูรตะกาล   เพิ่มเติมอีกหลายประการ เช่น

1.ราหูกาล -คือช่วงเวลาที่ไม่ดีในแต่ละวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของราหู ควรหลีกเลี่ยงและงดเว้นกิจการที่เป็นมงคลในช่วงระยะเวลานี้ ช่วงของราหูกาลถือว่าเป็นเวลาให้โทษร้ายรุนแรง ห้ามให้ฤกษ์มงคลเป็นอันขาด   หากทำการเริ่มต้นกิจการงานใดใดในระหว่างช่วงของราหูกาลนี้ จะเกิดความเสียหาย ผิดหวัง และการจบสิ้น กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ราหูกาล

2.ยมกาล-คือช่วงเวลาของพระยม เทพเจ้าแห่งความตายซึ่งต้องหลีกเลี่ยง แต่เป็นช่วงเวลาเหมาะแก่การประกอบพิธีงานอวมงคลต่างๆเช่นงานฌาปนกิจศพ ส่วนงานมงคลอื่นๆควรต้องงดเว้น เพราะจะทำให้เกิดความล้มเหลว

3.คุลิกากาล-หรือเรียกว่า ”มันถิกาล”ซึ่งมันถิและคุลิกาเป็นบุตรของดาวพระเสาร์และเป็นช่วงจะทำให้้เกิดปรากฏการณ์้ซ้ำๆขึ้นอีกหลายครั้ง ซึ่งไม่เป็นมงคล กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ “คุลิกา” ในโหราศาสตร์ภารตะ(ฮินดู) ส่งผลต่อเราอย่างไร : ตอน 1

2.3 ทุรมุหูรตะ-หมายความว่า เป็นช่วงเวลาที่ไม่เป็นมงคล ในแต่ละวัน และจะต้องหลีกเลี่ยง

2.4 วารชยะ-ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีอีกเช่นกัน โดยคำนวนจากห้วงเวลาของนักษัตรที่จันทร์เสวย  ซึ่งนักษัตรหนึ่งๆไม่ได้ให้ผลดีตลอดทั้งนักษัตร แต่จะมีช่วงที่ไม่เป็นมงคลเป็นช่วงๆของนักษัตรนั้นๆ ดังนั้นในวันหนึ่งๆอาจจะมี วารชยยาม มากว่า 1 ช่วงเวลา

กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 12.ราหูกาล ยมกาล คุลิกากาล และช่วงเวลาร้ายอื่นๆ และ 13.ปัญจกสุทธิ รวมกำลังทั้ง 5 ประการ

2.5 ปัญจกวิธี คือ การคำนวนหากำลังราศีเพื่อวางลัคน์ในดวงฤกษ์ โดยขั้นตอนนี้เป็นการคำนวนหาฤกษ์ยามที่สมพงษ์กับดวงชาตา ตำแหน่งของลัคนาในดวงฤกษ์จะต้องได้กำลังดี ปราศจากผลร้ายอื่นๆเพื่อที่จะให้เกิดอิทธิพลังในการบันดาลความสำเร็จตามความมุ่งหมายของฤกษ์ที่จะทำการนั้นๆ ปัญจกวิธี เป็นการคำนวนหามูลฐานของพลังสำคัญ ๔ ประการดังนี้ ๑. ดิถี ๒. วาระ หรือวันในสัปดาห์ทั้ง ๗ วัน ๓. นักษัตร ทั้ง ๒๗ นักษัตร นับจากอัศวิณี ไปจนถึง เรวดี ๔. ราศีลัคน์ ทั้ง ๑๒ ราศี นับจากราศีเมษ ไปจนถึงราศีมีน  แล้วนำทั้งหมดนำมาหากำลังราศีที่ดีที่สุดเพื่อวางลัคนา

กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 16.ปัญจกวิธี- วิธีการวางลัคน์ในดวงฤกษ์

2.6 มุหูรตะโยค หรือโยคที่ได้เกณฑ์พิเศษโดยอาศัย กำลังจากดิถี วาร มาส(เดือน) และนักษัตร ผสมกัน ซึ่งมีทั้งดีและร้าย ส่วนโยคดีก็ เช่น สิทธาโยค ,สุตะโยค ,ศุภมัธยมโยค ,โสภณโยค, อมฤตโยค หรือโยคร้าย เช่น มฤตยูโยค ,นาศะโยค ,อุตปาฏนะโยค ,ยมธันโยค, ทคธะโยค ทั้งนี้ต้องตรวจสอบให้ได้  โยคดี  กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 17.มุหูรตะโยค-โยคที่ส่งผลดี-ร้าย

2.7 ข้อยกเว้นและกฏเกณฑ์พิเศษอื่นๆ โดยกฏเกณฑ์ทั้งหมดนี้จะได้อธิบายรายละเอียดต่างๆดังต่อไปนี้ เช่น ห้ามวันคราส เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ทั้งก่อน-หลัง 7วัน ,ห้ามวันพระอาทิตย์ย้ายราศี หรือ สุริยสังกรานมณ ,คัณฑานตะ-หมายถึงข้อพับ หรือเป็นจุดรอยต่อของฤกษ์และราศี ซึ่งแสดงถึงการแตกแยก ทำลาย และความวิบัติ, กรรตรีโทษ -โทษเบียฬ  นอกจากนี้ก็ยังมีโทษอื่นๆอีก เช่น ,ษัษฏะ อัษฏะ ริผฆฏะ จันทรโทษ ,สเคราะห์จันทรโทษ ,คณะทาณะดารา , ปาปษัทวรรค, ภฤคุษัทกะ , กุชอัษฏมะ (คุชโทษ) ,อัษฏมลัคนโทษ , ราศีวิษฆติกา , กุณนวางศโทษ, วาระโทษ , คระหโนตปาตะโทษ,  เอการะกาลาโทษ ,กรูระสัมยุตโทษ ,อกาลฆรรชิตะ ,วริษติโทษ , ไวธรุติโทษ , มหาปาตะโทษ กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 18. ข้อยกเว้นและกฏเกณฑ์พิเศษอื่นๆ

 

2.8 โชคดี-โชคร้าย (โยค)ในดวงชาตา

สัมพันธภาพต่างๆของดาวเคราะห์ทุกดวงในดวงชาตาของทารก ประกอบเป็นรูปโยค(หรือโชค) ส่งผลให้ทารกนั้นเป็นคนโชคดีหรือโชคร้าย สำหรับโหราศาสตร์ภารตะท่านกำหนดสัมพันธภาพดี-ร้ายเอาไว้ 300 ประเภท

การวางดาวเคราะห์ในดวงฤกษ์จะต้องได้สัมพันธภาพที่ดี หรือ โยคดี ที่ส่งผลให้มีชื่อเสียง มีปัญญา ร่ำรวย เกียรติยศ ฯลฯ เช่น  นภสโชค จามรโชค เภรีโชค คชเกษริโยค  หรือโยคที่ทำให้โชคดีดุจราชา เช่น ราชาโยค  อย่าให้มีโยคร้าย เช่น โยคติดคุก เป็นหม้าย ยากจน พิการ ประสาท วิกลจริตและมีโรคร้ายต่างๆ  กรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ คัมภีร์ไตรศตโชคมัญชริ

 

2.9 โทษร้ายต่างๆในดวงชาตา

นอกจากนี้ยังมีโทษร้ายอื่นๆในดวงชาตาที่ต้องหลีกเลี่ยง เช่น มังคลิโทษ หรือคุชโทษ (โทษร้ายจากดาวอังคาร) ,กาฬสรปะโทษ (โทษร้ายจากราหู) ,นทิโทษ (โทษร้ายของพ่อ-แม่ที่ส่งผลต่อทารก),สรปิตโทษ (โทษจากการถูกสาปแช่ง),ปิตรโทษ (โทษจากบรรพบุรุษ),กฤตติกา ชนมโทษ (โทษสำหรับผู้เกิดเดือนกฤตติกา)

เสต สาติโทษ เคราะห์ร้าย 7ปีครึ่ง ที่ทุกๆคนต้องเผชิญ

กาฬ สรปะ โทษ (อสรพิษแห่งความตาย)- โทษร้ายแรงในดวงชาตา

ภคุฏโทษ ดวงความขัดแย้งในชีวิตคู่

นทิโทษ ดวงพิฆาตคู่ครองและทำลายผู้สืบสกุล

 

2.10 โยคร้ายที่ทำให้อายุสั้น

และที่สำคัญที่สุดเมื่อได้ฤกษ์ดีแล้ว ก็ต้องนำมาสอบทานว่าทารกนี้จะต้องมีอายุยืนนาน เรียกว่า การหา “อายุรทัย”  และต้องไม่มีโยคร้ายที่ทำให้อายุสั้นก่อนวัยอันควร(อายุสั้น 1-7 ขวบ) เรียกว่า “พละริษฏโยค”

 

 

สรุป.. จากข้อมูลเบื้องต้น ท่านจะเห็นว่าโหรภารตะนั้นท่านละเอียดสุขุมในเรื่องฤกษ์ยามเป็นอย่างมาก ยิ่งในกรณีที่เป็นการให้ฤกษ์กำเนิดทารกแล้ว ก็ต้องยิ่งให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะดวงฤกษ์กำเนิดนี้เองก็จะผูกพันและกำหนดชาตาชีวิต ทั้งความรุ่งเรือง และความตกต่ำของเด็กคนนี้ต่อไปจนวันตาย

และตามความเป็นจริงของโลกใบนี้ คนเราทุกย่อมประสบกับความทุกข์มากกว่าความสุข  โหราศาสตร์เองก็กล่าวเอาไว้ว่าดวงชาตาของคน มีดาวร้าย หรือดาวปาปเคราะห์ 5 ดวง (อาทิตย์ อังคาร เสาร์ ราหู เกตุ) มีดาวดีหรือดาวศุภเคราะห์เพียง 2 ดวง(พฤหัส ศุกร์) นอกนั้น( พุธ จันทร์)ยังไม่แน่ว่าดีหรือร้าย แล้วแต่ดวงของแต่ละคน สรุปว่า ดวงคนเรานั้นประสบทุกข์มากกว่าสุข  ดังนั้นจะหาฤกษ์ดีสักปานใดก็ยังตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้

  

 

ข้อจำกัดในการหาฤกษ์

 

ถึง แม้ว่าเราจะมีกฏเกณฑ์มากมายในการเลือกเฟ้นฤกษ์ยามที่ดีเป็นมงคลแก่บุตรหลาน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอันเนื่องมาจากเงื่อนของเวลาในการผ่าคลอด ซึ่งแพทย์จะกำหนดให้เวลาเพียง 5-7 วันตามอายุครรภ์ที่เหมาะสมแก่การผ่าคลอด (หรือ 38 สัปดาห์) ซึ่งเวลาค่อนข้างจำกัดนี้การหาฤกษ์ที่สมบูรณ์ที่สุดย่อมทำได้ยาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ดูฤกษ์ยามเอาเสียเลย หรือไปดูฤกษ์แบบง่ายๆ หรือฤกษ์ชั้นสองชั้นสาม หรือเอาฤกษ์โหลๆ เช่น วันธงชัย เป็นต้น  ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อแม่และทารกในครรภ์

 

เคย ได้ยินได้ฟังมาว่า อาจารย์บางท่านให้ฤกษ์ผ่าคลอดตอนอายุครรภ์เพียงแค่ 7 เดือนเท่านั้น เท่ากับว่าคลอดก่อนกำหนด เพราะเชื่อว่าช่วงเวลานี้เป็นฤกษ์ดีที่สุด ซึ่งอันตรายมาก  ดังนั้นในการขอฤกษ์ อายุครรภ์มารดาจะต้องได้ตามที่สูติแพทย์กำหนดเท่านั้น หากอายุครรภ์ไม่ถึงหรือเกินกว่ากำหนดถึงแม้จะมีฤกษ์ดีสักปานใด ทางอาศรมฯก็จะไม่ให้ฤกษ์

 

ในการ ขอฤกษ์ผ่าคลอดกับทางอาศรมฯ ซึ่งใช้โหราศาสตร์ชั้นสูงคำนวณฤกษ์ ในสมัยโบราณมักต้องเป็นชนชั้นสูง เจ้านาย คนมียศฐาบรรดาศักดิ์ หรือเป็นพระราชา และพระราชวงศ์เท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ใช้ฤกษ์แบบนี้  หากทารกคนใดได้มีโอกาสใช้ศาตร์ชั้นสูงนี้ในการกำหนดฤกษ์คลอดแล้ว ก็ย่อมแสดงอยู่เป็นนัยแล้วว่า เป็นทารกผู้มีบุญมาเกิด หรือมียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตมาในอดีตชาติ และในชาตินี้เมื่อได้ถือกำเนิดเกิดมา ก็ย่อมเกิดมาสนองคุณบิดา-มารดา ครูอาจารย์และประเทศชาติให้เกิดความสุขความเจริญสืบไป

 

***หากท่านต้องการทราบรายละเอียดและความหมายเกี่ยวกับการดูฤกษ์ อ่าน "กฎเกณฑ์การให้ฤกษ์" คลิ๊กที่นี่..

หมายเหตุ 1)หากสงสัยว่าวิชาโหรฯมีการคำนวนดวงชาตาของฤกษ์ยามที่ละเอียดซับซ้อนและแตกต่างจากวิชาอื่นๆอย่างไร กรุณาอ่านบทความ โหราวิทยา บทที่ 4 การคำนวนกำลังดาวเคาระห์และเรือนชาตาโดยคลิ๊ก โหราวิทยาบทที่ 4 การคำนวณกำลังดาวเคราะห์และเรือนชาตา

หมายเหตุ 2) หากท่านเข้าใจว่าวิชาโหรฯเป็นวิชาที่งมงายไร้เหตุผล ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มีหลักการ ขอให้ท่านเข้าไปศึกษา วิชาการคำนวณดวงชาตาของโหรฯเสียก่อน โดยคลิ๊ก การคำนวณดวงพิชัยสงคราม,คัมภีร์สุริยยาตร์และมานัตต์

 

 

การ คำนวนฤกษ์จะเร็วจะช้าจะยากหรือง่ายก็ขึ้นอยู่กับดวงชาตาของทารกนั้นๆ ว่าจะต้องให้ถือกำเนิดมาในฤกษ์อะไร และในช่วงเวลาที่กำหนดให้มานั้นหาฤกษ์ดีได้ยากหรือไม่ 

หากต้องขอฤกษ์ผ่าคลอดนี้ ผมอาจจะต้องใช้เวลา 3-5 วันในการคำนวนหาฤกษ์  หรืออาจใช้เวลามากกว่านี้ ในกรณีที่ช่วงเวลาที่ครบกำหนดตามอายุคครรภ์นั้นหาฤกษ์ได้ยาก ในการหาฤกษ์ สิ่งที่ต้องการก็คือ

1.  ดวงชาตาคู่สมรส (พ่อแม่ของเด็ก) วันเดือนปีเกิด เวลาเกิด และจังหวัดที่เกิด และบอกอาชีพมาด้วย พร้อมชื่อ-สกุลโดยละเอียด

2.  เวลาที่ต้องการที่สูติแพทย์กำหนด ว่าประมาณวันไหน เดือนอะไร และคลอด โรงพยาบาลอะไร ที่จังหวัดไหน และช่วยระบุช่วงเวลาให้ละเอียดหน่อยนะครับ และต้องสอบถามกับทางแพทย์และทางโรงพยาบาลว่า สามารถทำการผ่าตัดได้ช่วงไหนบ้าง เช่น เช้า สาย บ่าย เย็น หรือกลางคืน (ระบุ เช่น 08.00-20.00 น.) โดยปกติแล้วการผ่าคลอดมักจะไม่ทำตอนดึกๆมากนัก เช่น ตี 1-5 เพราะอาจจะเป็นอันตราย 

3.  เพศของลูก หากทราบก่อนแล้ว ชายหรือหญิง หากตั้งชื่อแล้วก็ระบุมาด้วย

4.  เป็นลูกลำดับที่เท่าไหร่ (ท้องที่เท่าไหร่) หรือเป็นท้องแรก

ทั้งหมดนี้ต้องเตรียมให้ครบนะครับ แล้วไปสู่ขั้นตอนที่ 3

 

ปัจฉิมลิขิต ทาง อาศรมจะให้ฤกษ์ที่ดีที่สุดเพียงฤกษ์เดียวในช่วงระยะเวลาที่คุณระบุมาเท่า นั้น ทางเราไม่มีฤกษ์เผื่อเลือก เช่น ขอหลายๆฤกษ์ ไม่มีฤกษ์โหลๆ เช่นวันนี้วันดีแต่งงานได้ทุกคู่ หรือวันนี้วันดีออกรถได้ทุกคน หรือฤกษ์ตามใจฉัน ฤกษ์ตามใจผู้ใหญ่ หรือชอบฤกษ์ที่ฉันสะดวก หรือต้องการฤกษ์ชั้น 2 ชั้น 3 หรือต้องการฤกษ์ที่ตัวเองไปเสริชร์หาในเน็ต หรือเปิดปฏิทินดูเองแล้วนึกว่าเป็นฤกษ์ดี หรือ ไปขอฤกษ์จากอาจารย์ท่านอื่นที่ให้แต่วันมา แต่กลับไม่มีเวลาให้ แล้วจะมาขอเวลาฤกษ์ อย่างนี้เป็นต้น

ฤกษ์ ชั้น 1 หรือ ฤกษ์ยามชั้นสูงของวิชาโหราศาสตร์พระเวทระบบนี้คำนวณยากและหาฤกษ์ได้ยากกว่า ระบบอื่นและจะต้องคำนวน ให้ถูกต้องตามหลักวิชาต้องเป็นมงคลที่สุดและดีที่สุดสำหรับผู้มาขอฤกษ์เท่า นั้น ท่านไหนสามารถนำไปใช้ได้ก็ถือว่าเป็นคนมีบุญ และเป็นศิริมงคลเกิดความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองสำเร็จสมหวังตามปรารถนา แต่ท่านไหนมีวิบากกรรมเจ้ากรรมนายเวรขัดขวางหรือวาสนาไม่ถึงฤกษ์ ก็นำไปใช้ไม่ได้ ส่วนโหรผู้ให้ฤกษ์ก็ไม่สามารถทำแบบมักง่ายหรือให้ฤกษ์แบบตามใจท่าน เพราะหากเกิดความวิบัติใดใดแก่ผู้ใช้ฤกษ์ ตัวโหรผู้ให้ฤกษ์ก็ต้องรับผลกรรมอันนั้นด้วย ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านก็ได้สาปแช่งให้เกิดความวิบัติแก่ตัวโหรผู้ให้ฤกษ์ผิดๆ โดยหวังจะเอาลาภสักการะ หรือทำแบบสุกเอาเผากิน ดังนั้นจึงได้โปรดได้เข้าใจในกฏข้อนี้ด้วย

 

 

สำหรับ ท่าน ที่เกิดต่างประเทศ /อาศัยอยู่ในต่างประเทศ /ต้องการใช้ฤกษ์มงคลเพียงแค่แจ้งชื่อเมือง /ประเทศ/รัฐ /เวลาท้องถิ่น/เวลา DST ที่ท่านเกิดหรือเมืองที่ต้องการประกอบการมงคลต่างๆ  ส่วนผมจะแจ้งฤกษ์มงคลตามเวลาท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่โดยคำนวนจาก Time Zone,DST,GMT,Lat-Long ซึ่งจะแม่นยำและไม่ผิดพลาด

ในการขอฤกษ์ท่านสามารถส่งข้อมูลได้ 2 วิธีคือ

1.กรอกแบบฟอร์มผ่านหน้าเว็บ (แบบใหม่ใช้ง่ายปลอดภัย และปกปิดข้อมูลส่วนตัวของคุณเป็นความลับ)

 

กรุณากรอกแบบฟอร์มเพื่อขอฤกษ์ โดยคลิ๊กที่แบนเนอร์ข้างล่างนี้


2.Down Load แบบฟอร์ม MS Word  แบบฟอร์มขอฤกษ์ ผ่าคลอด.doc Download

โดยส่งอีเมล์มาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. หรือ Fax รายละเอียดการขอฤกษ์มาที่ 0-2733-3585 แต่ขอให้ตัวหนังสือใหญ่และต้องคมชัด ส่วนมากที่ส่งมามักจะอ่านไม่ค่อยออกต้องโทรกลับไปถามบ่อยๆ (ทางอาศรมฯรับข้อมูลขอฤกษ์ผ่านแบบฟอร์มเท่านั้น ไม่รับผ่านทางโทรศัพท์) 

หากต้องการสอบถามรายละเอียดก่อน คลิ๊กที่นี่..

 

 

 

ค่าครูบูชาฤกษ์คลอดบุตร ๒,๙๙๙ / ต่อครั้ง หากต้องการขอใหม่คุณต้องทำบุญค่ายกครูใหม่

 ***หากต้องการฤกษ์แบบเร่งด่วน แบบ 1-2 วัน กรุณาติดต่อคุณกมล 085-832-8228 (ไม่คิดค่าครูเพิ่ม) ทำให้เฉพาะคุณแม่ที่ใกล้กำหนดคลอดไม่เกิน 10-15 วันเท่านั้น

รายได้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดทำข้อมูลและบริหารเว็บไซด์  และเพื่อเผยแพร่ความรู็เชิงวิชาการด้านโหราศาสตร์ ธรรมะ  ฯลฯ แก่สาธารณะชน และอีกส่วนหนึ่งนำไปทำบุญกุศลต่างๆตามกฏเกณฑ์ของโหร

ท่านสามารถชำระค่าบูชาครู ผ่านระบบ Paypal ,บัตรเครดิต,บัตรเดบิต ของทุกธนาคารได้แล้ว วิธีใช้คลิ๊กที่นี่

ชำระเงินโดยคลิ๊กปุ่ม Paypal ด้่านล่างนี้


 

 

การแจ้งการโอนเงินชำระค่าบูชาครู

เมื่อท่านได้ชำระค่าครูบูชาฤกษ์แล้วกรุณาแจ้งการโอนเงินมาทาง SMS ที่หมายเลข 085-832-8228 หรือ e-mail แจ้งมาที่ kamol_jsk[@]hotmail.com หรือ Fax รายละเอียดมาที่ 0-2733-3585
หรือแจ้งการโอนเงิน ได้ที่เมนูหน้าเว็บไซด์หรือคลิ๊กที่นี่ "แบบฟอร์มแจ้งการโอนเงินค่าบูชาครู"

ปัญหาที่พบบ่อยมากก็คือเมื่อท่านทำการส่งข้อมูลและได้ทำการโอนเงินชำระค่าครูแล้ว มักจะไม่ค่อยได้แจ้งการโอนเงิน ทำให้ได้รับฤกษ์ล่าช้า (เนื่อง จากการทำการขอฤกษ์ยามมงคลจะต้องมีค่าบูชาครูเพื่อที่จะให้คุณได้ฤกษ์ยามจาก ครูบาอาจารย์ที่ถูกต้องจะไม่เป็นหนี้เวรหนี้กรรมต่อกันในการติดค้างครู อาจารย์ และโหรผู้คำนวนฤกษ์ก็จะไม่ต้องรับวิบากผลในการให้ฤกษ์ยามในการแก้ดวงชาตาให้ กับท่าน) หากได้ทำการชำระค่าครูแล้วกรุณาโทรแจ้งคุณกมล (คุณบอย) 085 832 8228 หรือแฟกซ์ / อีเมล์ตามรายละเอียดข้างต้น

ขอความกรุณาอย่าโทรมาบอกให้ผมจดรายละเอียดในการขอฤกษ์ของท่าน เพราะ

หาก ท่านไม่ได้แจ้งเข้ามา เราก็จะไม่สามารถตรวจสอบว่ายอดเงินนี้เป็นของท่าน เพราะยอดเงินจะเหมือนกันทั้งหมด จะทำให้ท่านได้รับฤกษ์ล่าช้า

ทางอาศรมฯของเราปกติ มิได้เปิดรับแขก หรือลูกค้าหรือบุคคลทั่วไป ให้ มาดูฤกษ์ที่อาศรมฯ  เพราะเราเป็นที่สัปปายะซึ่งต้องการความสงบ  เราจึงมีบริการคำนวนฤกษ์เฉพาะทางเว็บไซด์หรืออีเมล์เท่านั้น จึงต้องขอภัยทุกๆท่านมา ณ ที่นี้

 

 

และ เมื่อผมได้รับการยืนยันการชำระค่าครูบูชาฤกษ์แล้ว จะดำเนินการจัดส่งฤกษ์มงคลให้กับท่านทางอีเมล์ ภายใน1-5 วันแล้วแต่กรณี และ  SMS แจ้งทางหมายเลขมือถือที่ท่านได้ให้ไว้ตอนกรอกแบบฟอร์ม

ฤกษ์มงคลที่ท่านจะได้รับมีดังนี้

1.ฤกษ์มงคล เวลามงคลสำหรับการผ่าคลอด

2.กุณฑลิวินิจฉัย หรือ การวิเคราะห์ดวงชาตากำเนิด คือ การอธิบายดวงฤกษ์ตามหลักโหร เช่น บอกว่าวันนี้ดีอย่างไร มีโยคเกณฑ์มงคลส่งเสริมดวงชาตาในด้านไหนบ้าง

3.วิธีการใช้ฤกษ์ ตามหลักโหราศาสตร์

4.การปฏิบัติตัว ในระหว่างตั้งครรภ์และหลังจากคลอดแล้ว เพื่อให้ได้ลูกดี และประสบความสำเร็จ

การบันทึกเวลาตกฟาก

 

การบันทึกเวลาตกฟาก

ส่วนการกำหนดว่า จุดไหนคือจุดที่นับว่าเป็นฤกษ์กำเนิด  หรือ เวลาตกฟาก(ลัคนา) ซึ่งมี หลายฝ่ายที่มีความคิดแตกต่างกันในเรื่องของเวลาคลอดว่าจะเอาเวลาไหนเป็นเวลา ตกฟาก(เวลาคลอด)กันแน่ซึ่งเวลาตกฟากนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นของลัคนาในดวง ชาตา โดยมีหลายคติ ดังนี้

 

1.อาธานะ ลัคนา หมายเอาเวลาร่วมสังวาสกัน (กำหนดฤกษ์ปฏิสนธิ) แล้วเอาเวลานั้นมาคำนวณแล้วหาวัน-เวลากำหนดคลอด ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีหาฤกษ์คลอดแบบโบราณและสามารถคำนวนวันเวลาคลอดได้อย่าง แม่นยำ ปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว

 

2.ศิโรทัศนา ลัคนา หมายเอาเวลาที่ศีรษะเด็กโผล่ออกมาจากช่องคลอด

 

3.ภูปาตนะ ลัคนา หมายเอาเวลาที่ตัวเด็กพ้นออกมาจากครรภ์มารดาอย่างสมบูรณ์ทั้งตัว (ไม่เกี่ยวกับสายรก) ซึ่งทางอาศรมฯของเรา ถือมตินี้เป็นหลักในการบันทึกเวลาคลอด โดยอ้างอิงจากวาทะ ของสัตยาจารย์ โหราจารย์ของฮินดูเมื่อหลายพันปีก่อนแนะนำให้ถือเอามตินี้เป็นหลักในการ บันทึกเวลาตกฟากเพื่อวางลัคนา

 

ซึ่ง ทางกฎหมายปัจจุบันให้คำจำกัดความในเรื่องคำว่า “คลอด”เพื่อระบุสภาพบุคคลทางกฎหมาย  “คลอด” หมายความว่า คลอดออกมาจากครรภ์มารดา ล่วงพ้นจากครรภ์มารดาออกมาอย่างสมบูรณ์แล้วทั้งตัว ไม่มีอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของทารกติดค้างอยู่ จะตัดสายสะดือทารกแล้วหรือยัง ไม่เป็นข้อสำคัญ กฎหมายถือว่า คลอดโดยสมบูรณ์แล้ว

 

4.การร้องไห้ของทารก ในบางมติถือว่า เมื่อคลอดแล้วทารกต้องร้อง และเอาเวลาร้องไห้ของทารกนั้น นับเป็นเวลาตกฟาก  ส่วนในทางกฎหมายนับการหายใจของทารก นับเป็นสภาพบุคคลตามกฎหมาย (คลอด-อยู่รอดเป็นทารก)

สรุป..ในหลักโหราศาสตร์ฮินดูภารตะ การนับเวลาตกฟากให้ใช้ข้อ 3 เป็นหลักในการบันทึกเวลาตกฟากซึ่งตรงกับหลักกฏหมายในปัจจุบันว่าด้วยสภาพบุคคลและตรงตามหลักของโหรโบราณ

 

 

 

ฤกษ์ผ่าคลอด  ที่ถูกต้องตามโหราศาตร์ชั้นสูง   ส่งเสริมดวงชาตาให้รุ่งเรือง รุ่งโรจน์ มีทรัพย์สิน ยศศักดิ์ มีความรู้ มีความสามารถ มีคนอุปภัมภ์ ขจัดอุปสรรค และปลอดจากโทษร้ายทั้งมวล  ฤกษ์ผ่าตัดคลอด,
หาฤกษ์คลอด, ฤกษ์คลอดปี 2560,  ฤกษ์คลอดบุตรปี 2560, ฤกษ์วันคลอด, ฤกษ์คลอดลูกปี 2560, ฤกษ์คลอดลูก 2560, ดูวันคลอด, ดูวันคลอดลูก, ดูวันผ่าคลอด ,ฤกษ์ผ่าท้อง,ฤกษ์คลอดบุตร 2560 ,ฤกษ์คลอดลูก 2560

 

 

กุณฑลิวินิจฉัย (วิเคราะห์ดวงกำเนิด)

 

ชื่อ....................................... สกุล..........................................เพศ...... หญิง.......       ประสูติกาลณ. โรงพยาบาล .....................................จังหวัด ........................................

 

บิดา...................................................มารดา.....................................................

 

ศุภดิถีมงคลวาร สุริยคติกาล วันจันทร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๒:๕๕ น จันทรคติกาล วัน ๒ ๕ฯ ๑๒  ปีมะเมียฉศก จุลศักราช ๑๓๗๖ มหาศักราช ๑๙๓๖ ลัคนาสถิตย์ราศีมังกร ๑๓.๓๙ องศา เกาะปัญจมนวางศ์ ๖ ทุติยตรียางค์ ๖ เกี่ยวกับฤกษ์ที่ ๒๒ ศราวณะนักษัตรประกอบด้วยภูมิปาโลแห่งฤกษ์ ดาวจันทร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ จันทร์สถิตย์ ราศีพิจิก เสวยฤกษ์ที่ ๑๘ เชษฐะนักษัตร วิมโษตรีทศา - สมดุลย์จันทรทศา มหาทศาจันทร์ ๐ ปี ๕ เดือน ๒๕ วัน ศักราช-ปีชัยยะศก อายัน-ทักษิณายัน ฤดู-เหมันตฤดู มาส-กฤติกามาส วาร-วันจันทร์ ดิถี-ศุกลจตุรถี นักษัตรโยค-โสภณโยค กรณะ-วานิชกรณะ มุหูรตะโยค-รวิโยค,โสภณโยค อาทิตย์ขึ้นเวลา ๐๖.๑๔ น. ตกเวลา ๑๗.๔๙ น.  (ปฐมฤกษ์เริ่มเวลา ๑๒.๕๕-๑๓.๐๘ น. เป็นปัจฉิมฤกษ์)

 

ดวงชาตานี้ได้เกณฑ์มหามงคล ดังนี้

 

1. ลัคนา เจ้าเรือนลัคนา ดาวเคราะห์ทั้ง ๙ เจ้าเรือนทั้ง๑๒  ศุภนวางศ์ ศุภตรียางค์   เป็นศุภผล  9/10 อ่านรายละเอียดได้ที่ โหราวิทยา เล่ม 1 ผูกดวงชาตา และ  โหราวิทยา เล่ม 7 พิจารณาดวงชะตาเบื้องต้น

 

2. วาร ดิถี นักษัตรโยค กรณะ มุหูรตะโยค  เป็นศุภผล  10/10  รายละเอียด วิธีการให้ฤกษ์ยามชั้นสูง (มุหูรตะ) และ มุหูรตะ โยค

 

3. กำลังในษัฑพละ ปัญจกสุทธิ ทั้งหมดเป็นศุภผล  10/10  รายละเอียด  ษัฑพละ : กำลังของดวงดาว

 

4. ไม่มีโทษต่างๆในดวงชาตา  4.1มังคลิโทษ 4.2 กรรตตรีโทษ 4.3 ษัษฏ อัษฏ ริผฆฏะ จันทรโทษ 4.4 อุทัยอัสตะสุทธิ 4.5 ทุรมุหูรตะ 4.6 คณะทาณะดารา 4.7 บาปษัทวรรค 4.8 ภฤคุษัทกะ 4.9 กุชอัษฏมะ 4.10 ราศีวิษฆติกา 4.11 กุณนวางศ์โทษ 4.12 วาระโทษ 4.13 คระหโนตปาตะโทษ  ล้างโทษทั้งหมดเป็นศุภผล  9/10  รายละเอียดกรุณาอ่าน  วิธีการให้ฤกษ์ยามชั้นสูง (มุหูรตะ)

 

5. ไม่มีโทษร้ายประจำวัน (ปัญจางคะ) 5.1ทุรมุหูรตะ  5.2 วารชยะ 5.3 ราหูกาล 5.4 คุลิกากาล ไม่มีโทษ เป็นศุภผล  10/10 รายละเอียดกรุณาอ่าน  วิธีการให้ฤกษ์ยามชั้นสูง (มุหูรตะ)

 

6. ไม่มีโยคร้าย พละริษฏโยค (อายุสั้นไม่เกิน ๘ ขวบ) ไม่มีโทษ เป็นศุภผล  10/10

 

7. ไม่มี ตรียางค์ นวางศ์ให้โทษ ล้างโทษ เป็นศุภผล  10/10  (รายละเอียดกรุณาอ่านเรื่อง ความแตกต่างของ ตรียางค์นวางศ์พิษ ของไทยกับภารตะ )

 

8. โยคมงคลในดวงชาตาของเด็กคนนี้..มีดังนี้

 

1-กาหาละโชค-เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีอำนาจ

2-ทามะ-ทามินีโยค-เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้ จะร่ำรวย มีชื่อเสียง มีบุตรหลายคน

3-โยคัณฑะโยค-เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้จะร่ำรวย มีทรัพย์สินมากมาย

4-ราชา สัมพันธนะโยค –เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้จะมีความสุขดุจราชา  และเกี่ยวข้องกับคนชั้นสูง   จะเป็นบุคคลสำคัญในสังคมที่ตนเองอยู่

5-ปริวรรตะ ราชาโยค-เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้ จะมีผู้ช่วยเหลือให้พบกับความสำเร็จ มีความสุขดุจราชาและได้ชัยชนะ

6-ราชา/ลักษมีโยค -เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้ จะเป็นมีโชคดีเสมอและประสบความเร็จอย่างสูง

7-ราชา/ธรรมะ-กรรมะธิปติ -เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้ จะเป็นมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงและประสบความสำเร็จ

8-มาลยโยค –เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้ จะมีรูปร่างเจ้าชะตาสมส่วน จิตใจเข้มแข็ง มีทรัพย์สิน มีความสุขด้วยบุตรภรรยา มียานพาหนะ   มีชื่อเสียง และมีความรู้

9-อุภยจารีโชค-เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้ จะมีความสุข ความสบายดุจราชา มีคนเกื้อหนุน

10-จามรโยค-เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้จะเป็นคนมีวาทะศิลป์ในการพูด อายุยืน มีวิชาความรู้ และเก่งในศิลปะ  มีอายุยืน มีการศึกษาสูง

11-ปริชาติโยค-เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้จะเข้มแข็ง และมีชื่อเสียง  มีความสุขดุจราชา,มีหลักการ มีความรู้

12-โยคการกะ-เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้ จะประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน ,และมีตำแหน่งสูง มีเกียรติยศมีความสำเร็จและชื่อเสียง

13-เภรีโยค-เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้จะเป็นคนมีชื่อเสียงมาก ร่ำรวย มีทรัพย์สินมาก มีคู่ครองที่ดี มีบุตรหลานดี

14-พรหมโชค เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้จะได้อาหารรสดี เป็นที่นับถือของพราหมณ์และผู้มีความรู้สูง มีความรู้สูงมาก อายุยืน ใจบุญ และทำแต่ความดีเสมอ

15-คชเกศริโยค เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้ อายุยืน  ชื่อเสียงดี  มีอิทธิพลมาก  ความสำเร็จผลทั่วไป  เป็นผู้นำที่ดีในการเมือง  การสังคม  และองค์การสาธารณกุศลต่าง ๆ มีเสน่ห์และมีชัยชนะต่อศัตรู

16-อนัภภะโยค (อานัพผโยค) เด็กที่เกิดในฤกษ์นี้ มีความสุขสำราญ  พอใจและยินดีในทุก ๆ  มีบุคลิกดี หน้าตาดี

รายละเอียดกรุณาอ่าน คัมภีร์ไตรศตโชคมัญชริ

 

 


 

หมายเหตุ.

 

1.ฤกษ์วิชาโหรฯไม่มีฤกษ์เผื่อ เลือก มีเฉพาะฤกษ์ที่ดีที่สุดและสมพงษ์กับเจ้าชาตาที่สุดในช่วงเวลาที่คุณระบุมา เท่านั้น ฉะนั้นให้ระบุมากว้างๆก็จะเป็นการดี

2.ฤกษ์ วิชาโหรฯแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับฤกษ์ของวิชาหมอดูและความเชื่อของชาวบ้าน ทั่วๆไป ทุกวันนี้คนเข้าใจสับสนระหว่างวิชาหมอดูทั่วไปกับวิชาโหรฯ นึกว่าหมอดูก็คือโหรฯ โหรฯก็คือหมอดู อันนี้ไม่ใช่นะครับ และวิชาโหราศาสตร์กับวิชาพยากรณ์ต่างๆก็คนละระบบกัน และก็ไม่ใช่วิชาโหรฯ

3.ใน วิชาโหรเดือนหนึ่งๆมีวันฤกษ์ดีจริงๆเพียง 1-3 วันเท่านั้น หากต้องคำนวนการสมพงษ์กับดวงเจ้าชาตาแล้วบางทีก็เหลือเพียงวันเดียว หรือไม่มีเลย ส่วนวิชาหมอดูจะมีวันฤกษ์ดีมากกว่านี้มาก บางทีมีเป็นสิบกว่าวัน


4.ผลของฤกษ์ยามระบบโหร สามารถตรวจสอบได้โดยวิธีการทางโหราศาสตร์ สามารถคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้นับร้อยปีเช่น ดวงเมืองของประเทศไทยหรือดวงเมืองกรุงเทพฯ เราสามารถพยากรณ์เหตุการณ์เป็นไปในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ได้จาก"ดวงฤกษ์"ในการลงเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ  และก็เป็นจริงตามนั้น แต่ฤกษ์ยามของหมอดูไม่สามารถตรวจสอบโดยวิธีใดใดได้

5.ฤกษ์ยามกับพิธีกรรม ส่วนในด้านพิธีกรรมต่างๆนั้น ฤกษ์ยามจะเป็นตัวกำหนดพิธีกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้น พิธีกรรมจึงเป็นเพียงตัวแทนของฤกษ์ในเชิงรูปธรรมให้เราจับต้องได้เท่านั้น ไม่ใช่พิธีกรรมเป็นตัวกำหนดฤกษ์ บางครั้งพิธีกรรมอาจจะไม่จำเป็นเสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นพิธีกรรมแม้นว่าจะใหญ่โตสักเพียงใด หากขาดซึ่งฤกษ์ยามที่ถูกต้องแล้วพิธีกรรมนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไร้ความหมายและไม่มีผลใดใดทั้งสิ้น


เรี่องฤกษ์ ยามโหรทั้งหลายจึงได้กลัวกันนักกันหนา บางคนเรียนโหรมานานนับสิบๆปีแต่ไม่กล้าให้ฤกษ์ยาม ก็เพราะกลัวว่าถ้าหากผิดพลาดผลั้งเผลอไปก็จะเป็นโทษแก่ตนเอง ไม่เหมือนการพยากรณ์ดวงชาตาหากผิดพลาดผลั้งเผลอก็ยังจะพอทำเนาฉะนั้นผู้ให้ ฤกษ์จะต้องมีคุณธรรมเป็นหลักใหญ่ จะเห็นแก่อามิสสินจ้างใดใดไม่ได้เลย และผู้ที่ให้ฤกษ์ยามได้ก็ต้องศึกษาวิชาโหราศาสตร์มาไม่น้อยกว่า 10 -20ปี จึงพอที่ให้ฤกษ์ให้ยามกันได้

การใช้ฤกษ์ก็คือศาสตร์ในการแก้ไขดวง ชาตาแบบหนึ่ง ก็คือแก้จากร้ายกลายเป็นดี จากดีก็ให้ยิ่งเจริญยิ่งๆขึ้นไป ดังนั้นการขอฤกษ์ทุกคนจะต้องเสียค่าบูชาครู จะมากจะน้อยตามแต่โหรท่านใดเป็นคนกำหนดจำนวนเท่าใดก็ตามแต่ เพราะมิฉะนั้นโหรเองก็ไม่กล้าคำนวนฤกษ์ให้เพราะจะเข้าตัวเอง มีหลายคนชอบขอแบบให้ส่งฤกษ์ไปให้ดูก่อนแล้วจะค่อยจ่ายเงินค่าครู อันนี้แม้แต่ของซื้อของขายคนเขาก็ไม่ทำกันนะครับ สมมุติว่าคุณอยากได้ฤกษ์ดี ให้คุณเจริญก้าวหน้า ร่ำรวย แต่คุณกลับเสียดายค่าครูอันน้อยนิด จะขอต่อรอง หรือไม่อยากที่จะจ่ายก็ถือว่าคุณต้องการเอาเปรียบครูบาอาจารย์ที่จะมาช่วย เหลือคุณ  จิตใจแบบนี้ย่อมไม่เป็นมงคลกับตัวคุณเอง

และ"ค่าบูชาครู"นี้เองที่โหร หมอดู นักพยากรณ์ทุกๆคนจะต้องแบ่งส่วนหนึ่งไปทำบุญกุศลอุทิศให้ครูบาอาจารย์ทาง โหราศาสตร์และอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรของตัวคุณเอง และเพื่อช่วยในการขจัดปัดเป่าอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นกับตัวคุณในอนาคต นี่เป็นกฏเกณฑ์ที่สำคัญของโหร หมอดู และนักพยากรณ์ทุกคนจะต้องถือปฎิบัติอย่างเคร่งครัด

 

 

อันตรายจากการใช้ฤกษ์สะดวก

คำ ว่าฤกษ์สะดวก ก็คือ การไม่ใช้ฤกษ์ยามที่ถูกต้องนั่นเอง หรือไม่ต้องดูฤกษ์ อาจจะเพราะเสียดายเงินค่าครูที่จะต้องจ่าย หรืออาจะเพราะใจเร็วด่วนได้  หรือไม่เชื่อถือฤกษ์ยามเลยเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ เชื่อถือไม่ได้ ฯลฯ

บาง คนยอมที่จะจัดงานมงคลสมรสหรืองานมงคลต่างๆด้วยต้นทุนราคาแพงโรงแรมหรูๆ เลี้ยงแขกเหรื่อนับร้อยนับพัน แต่ก็ตระหนี่ไม่ยอมเสียเงินค่าครูดูฤกษ์ เพราะคิดว่าแพง เอาแบบฤกษ์สะดวก ซึ่งง่ายกว่า ตามใจตัวเอง ผลปรากฏว่าหลังจากแต่งแล้วไม่นานก็ต้องเลิกร้างกันไป บางคนเรียกว่าหม้อข้าวยังไม่ทันดำ ก็มีให้เห็นๆกันอยู่ การที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะไม่ได้ใช้ฤกษ์ หรือใช้ฤกษ์ยามจากผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องฤกษ์จริงๆ ผลก็กลายเป็นวิบัติ ..

ทำไม จึงกล่าวอย่างนั้น ก็เพราะฤกษ์ยามมีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตของคนเราได้จริงอย่างไม่น่าเชื่อ หากนำฤกษ์ของคนที่แต่งแล้วเลิกมาคำนวนทางวิธีการทางโหราศาสตร์ ก็จะพบความจริงว่าผลที่เกิดเลิกร้างกันนั้นมันมาจากฤกษ์ยามที่ไม่เป็นมงคล ที่เรียกว่า"ฤกษ์สะดวก"นั่นแหละ และสามารถพิสูจน์ได้โดยโหรทุกสำนักๆ ไม่เชื่อลองไปสอบถามโหร หรือนักพยากรณ์เหล่านั้นดูได้ทุกๆท่าน

บาง คนก็เชื่อฤกษ์ยามเอาแต่เีพียงว่า "ขอมีฤกษ์ก็พอ ฤกษ์แบบไหนก็ได้" สรุปว่าคนพวกนี้ก็จะไปพลิกดูปฎิทินดูไปดูมา แล้วก็เลือกกันเอาเอง ตามใจชอบหือที่คิดว่าเราสะดวก มันก็คือฤกษ์สะดวกดีๆนี่เอง

หรือ ไม่ก็ถามผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ว่าวันไหนดี คนแก่ก็มักจะบอกว่าวันนี้ดีวันนั้นดี แล้วเราก็เชื่อเพราะเราเห้นท่านเป็นผู้มีอายุ น่าเคารพนับถือ (ซึ่งท่านเหล่านั้นก็ไม่ใช่โหรหรือเคยศึกษาวิชาโหรมาเลยแม้แต่น้อย) อันนี้ก็อันตรายไม่ต่างจากฤกษ์สะดวก

บาง คนก็เชื่อเรื่องฤกษ์ยามอยู่เหมือนกัน แต่ก็ชอบนึกว่าเหมือนของซื้อขาย ไปเสาะหาคนดูฤกษ์เจ้าไหนราคาถูกกว่ากัน ราคาของอาจารย์คนนั้นแพงกว่าคนนี้ คนนี้ถูกที่สุด เอาคนนี้ดีกว่าเพราะถูกดี อย่างนี้ก็อันตราย เพราะฤกษ์ยามไม่สามารถวัดกันด้วยราคา แต่ครูอาจารย์บางท่านก็สูงมาเป็นหลายๆพันบาท อันนี้เป็นค่าวิชาของท่าน ท่านศึกษามานานนับสิบๆปี  ก็อย่าไปต่อรองท่านเลย เพราะเราจะเอาดี เอารวย แต่ไม่ยอมบูชาครู อันนี้ก็ไม่เหมาะ

อีก เรื่องก็คือการไปขอฤกษ์จากพระสงฆ์ จริงๆแล้วผมว่าพระสงฆ์ท่านต้องเรียนศึกษาพระธรรมวินัย ท่านมีเวลาน้อยมากที่จะมาศึกษาเรื่องฤกษ์ยาม ถึงแม้ว่าจะมีพุทธานุญาตให้ภิกษุเรียนเรื่องฤกษ์ นักขัตฤกษ์ก็ตาม แต่ก็ไม่มีพุทธานุญาตให้ภิกษุเป็นหมอดูให้ฤกษ์ยามแต่อย่างใด หากภิกษุทำแล้วก็ย่อมเป็นอาบัติ ผิดพระวินัยสิกขาบท นี่เป็นเรื่องที่เราจะต้องรู้เอาไว้ เมื่อเราไปขอฤกษ์จากพระสงฆ์ก็ย่อมทำให้ท่านต้องอาบัติ  อันนี้เป็นปาปกรรมของผู้ที่ไปขอฤกษ์จากพระ ส่วนพระสงฆ์ท่านเองก็ต้องมีเมตตาจิตต่อผู้คนเสมอๆ ใครมาขอท่านก็ไม่อยากจะขัด บางครั้งท่านก็จำเป็นต้องให้เพราะญาติโยมรบเร้าเสียเหลือเกิน อันนี้ต้องเข้าใจท่านด้วย อย่าไปรบกวนท่านเหล่านั้นเลย เพราะจะทำให้เป็นปาปกรรมทั้งสองฝ่ายทั้งพระและโยม หากพระสงฆ์ท่านใดอุตตริไปให้ฤกษ์ยามกันเป็นล่ำเป็นสัน เห็นกันอย่างดาษดื่นทั่วไป นั่นก็ผิดวินัยอย่างชัดเจนหรือบางคนเชื่อว่าได้ฤกษ์พระผู้ทรงศีลแล้วก็จะ เป็นมงคลกับตัวเพราะท่านเป็นผู้ทรงศีล ฤกษที่ได้มาจะต้องเป็นฤกษ์ดีเท่านั้น  ความเข้าใจอันนี้ผิดพลาดอย่างมหันต์ ผลจะกลับเป็นตรงกันข้ามจากที่เคยเข้าใจมาแต่ก่อน ลองอ่านพระวินัยข้อนี้ดูนะครับแล้วจะเข้าใจ .............

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

๒. สามัญญผลสูตร
เรื่องพระเจ้าอชาตศัตรู


[๑๑๙] ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหมร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

**อธิบายคำว่าติรัจฉานวิชา อีก นิดหนึ่งนะครับคำๆนี้ไม่ใช่เป็นด่านะครับ ตามรูปศัพท์แปลว่าวิชาอันเป็นไปในแนวขวาง ก็คือการขัดขวางในการปฎิบัติธรรม และการบรรลุธรรม คำๆนี้ใช้สำหรับนักบวชเท่านั้น เพราะเป็นปกติอยู่เองที่นักบวชจะต้องปฎิบัติตนในการละกิเลสเพื่อมุ่งสูความ หลุดพ้นอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีหน้าที่หรือกิจอย่างอื่นที่จะต้องทำเหมือนชาวบ้าน หากนักบวชไปเรียนวิชาทางโลกเช่น จัดดอกไม้ ทำกับข้าว ทำเสริมสวย ช่างยนต์ ช่างก่อสร้าง ฯลฯ  นี่ก็เป็น ติรัจฉานวิชา สำหรับนักบวช  แต่สำหรับผู้ครองเรือน ท่านเรียกว่า "สัมมาอาชีพ" นะครับ โปรดเข้าใจว่าวิชาโหรไม่ใช่ ติรัจฉานวิชา นะครับ แต่เป็น"สัมมาชีพ" อย่างหนึ่งของผู้ครองเรือน
หลายคนคนเข้าใจว่าการขอฤกษ์ไม่น่า จะยาก เพราะเคยเห็นพระหรือหมอดูบางท่านเปิดปฎิทินพลิกไปพลิกมาก็ให้ฤกษ์ได้แล้ว อันนั้นไม่ใช่ฤกษ์ของระบบโหรฯ เป็นฤกษ์ของระบบหมอดูซึ่งให้ผลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงอยากจะฝากไว้ให้รับรู้กันด้วยนะครับ

 

และที่ต้องระวังก็คือการใช้ฤกษ์ที่ได้มาจาก...

1."บุคคล ที่ไม่มีความรู้ทางวิชาโหราศาสตร์" และไม่มีประสบการณ์เพียงพอ แต่รู้วิชาหมอดูซึ่ง  ผู้ที่จะให้ฤกษ์ยามระบบนี้กันได้มีเฉพาะผู้ที่ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไทย และ/หรือโหราศาสตร์ภารตะอินเดียเท่านั้น เพราะวิชานี้มีประสบการณ์การสืบทอดมามากกว่า 6000 ปี มีการตรวจสอบสอบทานหลักวิชามาโดยตลอด

ส่วน วิชาโหราศาสตร์สากล หรือโหรตะวันตก อันนี้ผมก็ไม่รับรอง แต่อาจจะให้วันดีวันมงคลที่สมพงษ์แก่เจ้าชะตาได้บ้าง แต่ก็ไม่มีหลักวิชาที่ให้ฤกษ์ที่เป็นระบบ 

วิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียน อันนี้มีประวิติเพิ่งเกิดมาเพียง 100 กว่าปี ปูมโหรที่บันทึกไว้ไม่เพียงพอไม่น่าจะสามารถให้ฤกษ์ยามได้ แต่ อาจจะให้วันดีวันมงคลที่สมพงษ์กับเจ้าชะตาได้บ้างแต่ไม่มีใครยืนยันได้ว่า ถูกต้องเพราะมีปูมโหรเพียง100 ปี แต่โหราศาสตร์ภารตะมีมานานกว่า 6000 ปี

โหราศาสตร์จีนที่ให้ฤกษ์ยามได้ดีเทียบ เท่ากับโหราศาสตร์ไทยนั้นก็คือ"หลักวิชาชีเจิ้งซื้ออวี"七政四餘 หรือกว๋อเล่าซิงจง ﹐果老星宗เท่า นั้น ที่มีการคำนวนด้วยระบบดาราศาสตร์และ ระบบ 28 นักษัตรและใช้คัมภีร์แม่บทของอินเดียโบราณผสมผสานกับหลักวิชาของลัทธิเต๋า ซึ่งในเมืองไทยไม่มีใครได้รับการสืบทอดวิชานี้หรืออาจจะมีบ้างแต่ไม่ได้เผย แพร่กันอย่างแพร่หลาย เหมือนโป๊ยยี่

ส่วนวิชาโป๊ยยี่สี่เถียวก็จะเทียบเท่าวิชาเลข7ตัว9ฐานของไทย  ความละเอียดในเรื่องการให้ฤกษ์ยามก็จะลดหลั่นกันลงไป ส่วนวิชาหมอดูวิชาอื่นๆก็อาจให้วันดีและวันมงคลได้เท่านั้น "แต่ไม่สามารถให้ฤกษ์ยามได้ หรือวันที่สมพงษ์กับดวงชาตาใดใดได้"

2.ร่างทรงต่างๆ อ้างว่ารู้ฤกษ์ยามได้จากญาณทิพย์ อันนี้ตรวจสอบได้ยาก และส่วนมากก็ไม่ถูกต้อง ในคัมภีร์กล่าวว่า วิชาโหรฯเป็นวิชามาจากพระเวท ของพราหมณ์  ซึ่งได้รับการประทานมาจากพระพรหม ลงสู่โลกมนุษย์(ให้กับพราหมณ์) เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ได้รับผลดีจากพลังงานจากจักรวาล และเทพส่วนมากเองก็ไม่รู้อะไรไปทั้งหมด และก็ไม่ต้องไปกล่าวถึงพวกสัมภเวสีต่างๆที่มาแฝงร่างมนุษย์  แม้แต่ในพระสูตรก็กล่าวไว้ดังนี้ .........

จากอรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร
"นิมิต ทั้งหลายมีลูกอุกกาบาตตก แผ่นดินไหว และจันทรคราสเป็นต้น จะปรากฏเฉพาะผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในโลก เช่นพระราชา อำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่เป็นต้นเท่านั้น ไม่ปรากฏแก่สามัญชนทั่วไปฉันใด บุพนิมิต ๕ ก็ฉันนั้นจะปรากฏเฉพาะเหล่าเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่เท่านั้น ไม่ปรากฏแก่เทพทั่วไป. ก็ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย โหรเป็นต้นเท่านั้น จึงจะรู้บุพนิมิตทั้งหลาย คนทั่วไปไม่รู้ฉันใด หมู่เทพทั้งหลายก็ฉันนั้น เทพทั่วไปแม้เหล่านั้นย่อมไม่รู้ จะรู้ก็เฉพาะเทพที่ฉลาดเท่านั้น".


3.ปฎิทินแขวนที่จำหน่ายหรือแจกในท้อง ตลาดแล้วมีบรรยายว่าวันนี้ดีวันนั้นไม่ดี หรือวันนี้วันธงไชย ฯลฯ อันนี้ก็หยาบมากเกินไป และก็ใช้เป็นหลักในการคำนวนฤกษ์ยามไม่ได้ และไม่สามารถคำนวนว่าสมพงษ์กับเจ้าชาตาหรือไม่ อีกทั้งคำนวนด้วยดิถีตลาดทำให้คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงทางดาราศาสตร์

4.ปฏิทินโหราศาสตร์ไทยประจำปี อันนี้ก็ต้องดูให้ละเอียดมีหลายเจ้า หลายสำนัก เพราะโหรบ้านเราคำนวณกันคนละระบบปฎิทิน มีความแตกต่างคลาดเคลื่อนกันเป็นจำนวนมาก และคำนวณไม่ตรงกับความเป็นจริงทางดาราศาสตร์บนท้องฟ้า ผิดฤกษ์ ผิดดิถี ฯลฯ ก็เห็นกันบ่อยๆ บางปีทำเอาเสียกันทั้งระบบ คำนวณวันเข้าพรรษาผิดไป 1 วันทำเอาพระสงฆ์ศีลวิบัติกันทั้งประเทศ หากไม่เชื่อลองอ่านบทความนี้ครับ...ปฎิทินคลาดเคลื่อนใครผิดใครถูก?

 

ความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับเรื่องฤกษ์ยาม

ปัจจุบันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป การเคร่งครับในขนบประเพณีโบราณที่เกี่ยวข้องกับฤกษ์ยามเริ่มที่จะสูญหายไป เรื่อยๆ อีกทั้งผู้คนทั้งหลายขาดความเชื่อถือในเรื่องฤกษ์ยามว่าเป็นเรื่องมงาย ไร้สาระและเหลวไหล ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ และไม่เกิดผลดีตามที่กล่าวอ้าง ฯลฯ ก็เลยไปใช้ฤกษ์สะดวกกันเอาเอง  ทั้งนี้ก็เพราะสาเหตุดังนี้

1.คนทั่วไปมักเข้าใจสับสนว่าฤกษ์ยามของหมดดูต่างๆนั้นเป็นสิ่งเดียวกันหรือระบบเดียวกันทั้งหมด ไปหาหมอดูที่ไหนก็ได้ฤกษ์เหมือนกัน

2.ไม่เข้าใจว่าฤกษ์ยามมีการแบ่งสายวิชา คือ

2.1ฤกษ์ยามของชาวบ้าน เช่น อาจารย์ แต่ละท้องถิ่น แต่ละหมู่บ้านรับสืบทอดวิชากันมาตามสายบรรพบุรุษ หรือใช้ตำราพรหมชาติเป็นหลักในการให้ฤกษ์  ซึ่งไม่น่าเชื่อมากนัก

2.2ฤกษ์ยามของหมอดู เป็นหลักวิชาของครูอาจารย์แต่ละสำนัก เช่นวิชาเลข 7ตัว 9 ฐาน วิชาดวงพม่า ดวงมอญ หรือวิชาหมอดูสายอื่นๆ แบบที่ 2.1 และ 2.2  ส่วนมากจะอาศัยการคำนวณจากเดือน อ้าย ยี่ สาม สี่ หรือ วันขึ้นแรม เช่น ขึ้น 1 ค่ำแรม 2 ค่ำ ปีเกิด เช่น ชวดฉลูขาล ฯลฯ ชง ฮะ  วันเกิด  เช่น วันอาทิตย์ จันทร์ เป็นหลักในการคำนวณ ซึ่งได้ผลดีบ้างไม่ได้ผลดีบ้าง  เพราะหลักวิชายังค่อนข้างหยาบ จึงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวของครูอาจารย์ท่านนั้นๆ จึงจะสามารถให้ฤกษ์ยามที่ดีและถูกต้องได้  ไม่ใช่ว่าใครใช้วิชาเดียวกันและจะสามารถให้ฤกษ์ยามได้เหมือนกัน

2.3และฤกษ์ยามของโหรฯ เป็นวิชาที่ได้รับการสืบทอดมาจากวิชาโหราศาสตร์อินเดียโบราณมานับพันๆปี แม้ทุกวันนี้ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมาพัฒนาเป็นวิชาโหราศาสตร์ไทย สิบลัคนา โหราศาสตร์อื่นๆที่ใช้หลักการคำนวณทางดาราศาสตร์ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้อาศัยหลักปรัชญา หลักศาสนาและดาราศาสตร์ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยได้รับการยอมรับจากราชสำนักและบุคคลชั้นสูง มีหลักการที่เป็นหนึ่งเดียวกันแทบจะทั้งหมด มีการคำนวณด้วยหลักวิชาทางคณิตศาสตร์ชั้นสูง ใช้ ตรีโกณมิติ Sin Cos tanมาตั้งแต่ 5000 ปีที่แล้ว การคำนวณการโคจรของโลกและดาวเคราะห์(Planet) ที่ถูกต้องใกล้เคียงกับการคำนวณทางดาราศาสตร์ปัจจุบันมาตั้งแต่โบราณมาจน ปัจจุบัน และพลังงานรังสีต่างๆที่ส่งอิทธิพลมายังโลก  มีการคำนวณพลังงานของดาวฤกษ์ต่างๆทั้ง 27 กลุ่ม(Fixed Star)ที่อยู่รายล้อมสุริยะจักรวาล  ว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตและโชคชะตาของมนุษย์อย่างไร  มีการคำนวณการเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์เช่นการเกิดคราส ได้ถูกต้องแม่ยำมาตั้งแต่ 5000 ปีที่แล้ว แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ยังทรงใช้หลักวิชาทางโหราศาสตร์ และดาราศาสตร์สมัยใหม่มาคำนวณปรากฎการณ์การเกิดสุริยุปราคาที่หว้ากอ  เป็นหลักวิชาที่ได้ผลดีที่สุดและละเอียดที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าช่วงนั้น มีฤกษ์ดีที่ให้ผลดีได้กี่เปอร์เซ็นต์ และสมพงษ์เจ้าชะตากี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะให้ได้ดี 100 เปอร์เซ็นต์ตามหลักวิชานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยได้ 50 เปอร์เซ็นต์ตามหลักวิชาก็ถือว่าได้ผลดีมากมายมหาศาลแล้ว  บางครั้งต้องหาฤกษ์ล่วงหน้านานนับเดือนนับปี เช่นการวางฤกษ์ดวงเมืองกรุงเทพฯ ใช้พราหมณ์ ที่เชี่ยวชาญทางโหราศาสตร์ 8 ท่านช่วยกันคำนวณผูกดวงฤกษ์ไว้ล่วงหน้าก่อนถึง 3 ปี ถึงทำให้ประเทศรอดจากการครอบครองของมหาอำนาจมาได้และรักษาอธิปไตยมาได้เพียง ประเทศเดียวในเอเชีย แม้กระนั้นก็ยังต้องเสียดินแดนบางส่วนไป ส่วนวิชานี้ใช้หลักการเดียวกันเกือบจะทั้งหมด และไม่ว่าใครหากได้เรียนทฤษฎีและมีประสบการณ์มากเพียงพอแล้วก็จะสามารถให้ ฤกษ์ยามได้ ถูกต้องใกล้เคียงกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งทางผมได้ใช้หลักวิชานี้ในการให้ฤกษ์ยาม

 

2.4ฤกษ์ยามที่เป็นเพียงความเชื่อของชาวบ้านทั่ว ไปที่สืบต่อกันมาตามแต่ละท้องถิ่นโดยไม่มีหลักวิชาใดใดมาอ้างอิง เช่น ทำการมงคลต้องทำข้างขึ้นเท่านั้น ข้างแรมไม่ได้  จะต้องวันที่ 9 เท่านั้น วันที่ 4 ไม่ได้ เพราะเลขไม่ดี หรือต้อง 9 โมง 9นาที หรือเกิดวันอังคารก็ต้องทำการมงคลในศุกร์วันเป็นต้น  ซึ่งหลักนี้นับว่าไม่น่าเชื่อถือมากที่สุด เป็นเรื่องที่ไม่มีหลักวิชาใดใดมารองรับ

3.ไม่เข้าใจว่าวิชาการพยากรณ์ ยังแบ่งเป็น

3.1 ภาคคำนวณ สำหรับคำนวณดวงชาตาตามหลักวิชา  การทำปฎิทินต่างๆ การคำนวณวันขึ้นแรม วันเถลิงศก   ฯลฯ

3.2 ภาคพยากรณ์ สำหรับการพยากรณ์ดวงชาตาว่าดีร้ายๆต่างๆ

3.3 ภาคการให้ฤกษ์ สำหรับการให้ฤกษ์ยามมงคลแก้ไขดวงชาตา และความเจริญรุ่งเรืองไปในภายภาคหน้า ใช้สำหรับกิจการสำคัญๆ เช่นการสร้างบ้าน สร้างเมือง การแต่งงาน ฯลฯ

ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้เป็นคนละอย่างกัน และภาคการให้ฤกษ์ยากและละเอียดที่สุด  แต่มักมีเข้าใจผิดว่าหมอดูคนไหนทายแม่น การให้ฤกษ์ยามก็จะถูกต้องแม่นยำไปด้วย สรุปว่าฤกษ์ยามที่คนทั่วไปทุกวันนี้ยังเข้าใจสับสนและใช้กันไม่ถูกต้อง  เมื่อมีการเข้าใจผิดอย่างนี้ การใช้ฤกษ์ก็มีความผิดพลาดอย่างมากมายมหาศาล ก่อให้เกิดผลร้ายและวิบัติตามติดกันมา จนผู้คนหมดความเชื่อถือในเรื่องของฤกษ์ยามว่าไม่เป็นความจริง

หากสงสัยเรื่องฤกษ์ยาม กรุณาอ่านบทความนี้ครับ กฏเกณฑ์การให้ฤกษ์ของโหราศาสตร์พระเวท


คำถามเกี่ยวกับฤกษ์ยาม

1.ถาม การจัดงานมงคล เช่น สมรส ขึ้นบ้านใหม่ ยกเสาเอก ฯลฯ ห้ามจัดในช่วงเข้าพรรษา ต้องออกพรรษาก่อน ใช่หรือไม่

ตอบ อันนี้เป็นธรรมเนียมชาวบ้านในสมัยก่อนครับไม่เกี่ยวกับฤกษ์ยาม การคมนาคมไม่สะดวกเพราะพระสงฆ์จะเดินทางไปประกอบศาสนกิจ หรือไปสวดมนต์ขึ้นบ้าน งานแต่ง ฯลฯ ในระยะทางไกลๆ ต้องข้ามวันข้ามคืน หรือไปแล้วกลับวัดไม่ทัน ในช่วงเข้าพรรษานั้น ผิดวินัยสงฆ์ครับ ก็เลยห้ามจัดงานในช่วงเข้าพรรษา ส่วนชาวบ้านเองก็จะได้ทำทำงานปลูกข้าว ทำไร่ไถนากันได้เต็มที่ และก็ไม่ต้องเดินทางไปช่วยงานมงคลของญาติพี่น้องที่อยู่ไกลๆ หากไปเสียหลายๆวัน ข้าวกล้าในนาก็จะเสียหาย

2.เวลาฤกษ์จะต้องตกเลข 9 จึงจะเป็นมงคล ใช่หรือไม่

ตอบ ไม่เกี่ยวกับฤกษ์ยามครับ เป็นเพียงความเชื่อ

3.วันทำการมงคลต้องเป็นวันพฤหัสบดีเท่านั้น ใช่หรือไม่

ตอบ ไม่จำเป็น เพราะบางปีวันพฤหัสกลายเป็นวันโลกาวินาศก็ทำการมงคลใดใดไม่ได้ ต้องดูอย่างอื่นประกอบอีกมาก

4.เกิดวันจันทร์ห้ามทำการวันอาทิตย์ เพราะเป็นกาลกิณีวันเกิด ใช่หรือไม่

ตอบ อันนี้เป็นทักษาที่หมอดูชอบใช้กัน โหราศาสตร์ใช้บ้างไม่ใช้บ้าง นัยว่าใช้ประกอบการพิจารณาเล็กๆน้อย ไม่สำคัญ ซึ่งหลักวิชาโหรมีกลวิธีวางฤกษ์ในการสลายผลร้ายต่างๆของทักษาได้อยู่แล้ว

5. เกิดวันอังคารต้องทำการมงคลวันศุกร์ที่เป็นคู่มิตรกันเท่านั้น ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นหลัก ดาวคู่มิตร-ศัตรูของวิชาหมอดูครับ วิชาโหรไม่เน้นหลักนี้เลย

6.ห้ามทำการมงคลวันดาวร้าย เช่า เสาร์ อังคาร ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นหลักทั่วไปของโหรและหมอดู แต่วิชาโหรสามารถใช้ฤกษ์ของจันทร์ในการสลายผลร้ายของวันเสาร์-อังคารได้

7.ทำการมงคลต้องใช้ข้างขึ้นเท่านั้น ห้ามใช้ข้างแรม ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นเพียงความเชื่อของชาวบ้าน เพราะข้างขึ้น-ข้างแรม ล้วนมีวันดีและไม่ดีสลับกันไป

8.ทำการมงคลต้องทำก่อนเที่ยงเท่านั้น ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นเพียงความเชื่อของชาวบ้าน ต้องต้องทำก่อนพระฉันเพล เพื่อที่จะได้ถวายเพลพระไปด้วยจะได้เป็นกุศล ไม่เกี่ยวกับวิชาโหราศาสตร์

9.ปีชง ห้ามทำการมงคลในปีนี้ ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นวิชาหมอดูแบบจีนซึ่งการดูแค่ปีชงหยาบเกินไป เพราะยังมีวัน ชง เวลา ชง เดือนชงอีก ฉะนั้นปีชงสามารถทำการมงคลได้ เพียงต้องตรวจดู เดือน วัน เวลา ประกอบด้วย อีกทั้งการนับปีนักษัตร เช่น ปีชวด ฉลูของไทย กับจีน นับต่างกัน ของไทยเริ่มนับใหม่ในช่วง สงกรานต์ และ/หรือ วันเถลิงศก และ/หรือ เดือน 1 ไทย และ/หรือ เดือน 5 แล้วแต่ครูอาจารย์บางสำนัก ส่วนของจีนนับจากสารทลิบชุน (ใกล้ๆตรุษจีน)

10.วันสำคัญๆเป็นวันดีวันมงคลด้วยหรือไม่ เช่นวันสงกรานต์ วันเกิดตัวเอง วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ ใช่หรือไม่

ตอบ เป็นเพียงความเชื่อ ไม่เกี่ยวกับวิชาโหรฯใดใดๆ อีกทั้งวันเหล่านั้นบางบีก็มีดีและไม่ดี

11.การออกรถใหม่ต้องดูสีรถ เลขทะเบียนที่ถูกโฉลกหรือไม่

ตอบ ตามหลักวิชาโหร เรื่องสี และเรื่องตัวเลข มีผลน้อยมาก ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ การให้ผลดีร้ายนั้นมากจากดวงฤกษ์ 99 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสีและอื่นๆมีผลน้อยมาก แต่วิชาหมอดูมักจะถือว่าเรื่อสีและตัวเลขเป็นเรื่องใหญ่ เพราะวิชาหมอดูคำนวนฤกษ์โดยใช้หลักดาราศาสตร์ไม่ได้ วางลัคนาไม่ได้ หากเราจะดูว่าสีไหนถูกโฉลก ก็คือสีที่เราชอบนั่นเอง เช่นคุณชอบสีขาวแต่เกลียดสีดำ ผมบอกว่าคุณต้องใช้รถสีดำเท่านั้นจึงจะถูกโฉลกห้ามใช้สีขาว คุณก็ขับไปทุกข์ไป อย่างนี้จะเรียกว่าถูกโฉลกได้อย่างไร

รวมคำถามตอบเรื่องฤกษ์ยามจะมีอัพเดทเรื่อยๆนะครับ โดยผมจะทำเป็นลิงค์ไว้ที่นี่ครับ คลิ๊กเลย

หากสงสัยว่าวิชาโหรฯมีการคำนวนดวงชาตาของฤกษ์ยามที่ละเอียดซับซ้อนและแตกต่างจากวิชาอื่นๆอย่างไร กรุณาอ่านบทความ โหราวิทยา บทที่ 4 การคำนวนกำลังดาวเคราะห์และเรือนชาตาโดยคลิ๊กที่นี่

 

 

วิธีการใช้ฤกษ์คลอดบุตร

 

ฤกษ์กำเนิด หรือที่เราเรียกว่าดวงชาตากำเนิด การที่จะให้ได้ผลดี บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้ เพราะดวงกำเนิดก็คือแผนที่กรรมของคนเราที่ทำมาแล้วในอดีตชาติ การหาฤกษ์มงคลเพื่อเป็นฤกษ์กำเนิดนั้นหากได้ดีเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว แต่หากได้มากกว่านั้นก็เป็นบุญวาสนาของเจ้าชาตา เพราะการเลือกวันดีจากวันกำหนดคลอดเพียง 5-7 วันคงหาวันดีสมบูรณ์ได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม วิชาโหราภารตะนั้นมีเครื่องมือวินิจฉัยดวงชาตาอยู่มากมายกว่าโหรระบบอื่นๆ นับร้อยเท่าตัว ซึ่งสามาถเลือกเฟ้นฤกษ์ที่ดีปลอดผลร้ายได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลาที่กำหนด  แต่หากจะได้ฤกษ์ดีแบบเต็มร้อย ก็คงต้องใช้วิธีเลือกเฟ้นฤกษ์ยามตั้งแต่ปฏิสนธิ หรือฤกษ์ร่วมสังวาส (ร่วมกามพฤติ) กรุณาอ่านประวัติ

* พระบูรพมหาพฤฒาจารย์-ฤษีวยาสะ (กฤษณะ ไทวปายนะ วยาส)

**ดวงชาตาของผู้มีบุญมาเกิด “ดวงกำเนิดพระราม” ดวงชาตาที่หาได้ยากในรอบหมื่นปี

อย่างไรก็ตามคนเราเกิดมาทุกผู้ทุกคน ล้วนแต่ต้องมีสุขและทุกข์ปะปนกันในแต่ละช่วงอายุ ไม่เว้นยากดีมีจน มากบ้างน้อยบ้างตามวิบากกรรมที่สั่งสมกันมา ในทางโหราศาสตร์ท่านว่า ในบรรดาดาวทั้งหมด 9 ดวงที่กำหนดดวงชาตาของทุกๆคน  มีดาวดี(ศุภเคราะห์)เพียง 2 (พฤหัสและศุกร์)  ดาวร้าย 4 ดวง หรือดาวปาปเคราะห์ (อาทิตย์ อังคาร เสาร์ ราหู เกต) และดาวเป็นกลาง 2 ดวง ที่จะส่งผลดีร้ายในแต่ละชาตาไม่ท่ากัน ( จันทร์ พุธ) หมายความว่าชีวิตคนเราจะต้องประสบทุกข์ 4 ส่วน ประสบสุขได้เพียง 2 ส่วน อีกสองส่วนจะร้ายหรือดีเพิ่มเข้าไปอีก ก็แล้วแต่วิบากกรรมของคนๆนั้น

  

1.เวลาของฤกษ์ผ่าคลอด

เวลาจากดวงฤกษ์ที่ให้เป็นการคำนวณเวลาเริ่มต้นของฤกษ์(ปฐมฤกษ์เริ่มเวลา) และจนสิ้นสุดฤกษ์ (ปัจฉิมฤกษ์) เช่น สมมุติว่าฤกษ์ที่กำหนดเป็นเวลา 09.11 น. -09.29 น. หมายความการคลอดเอาทารกออกมาจะต้องอยู่ภายในเวลา 09.11 น.จนถึง 09.29 น. (ผมจะให้เวลาเริ่มต้นและเวลาสุดฤกษ์เอาไว้ให้)    โดยท่านจะต้องแจ้งเวลานี้ให้แก่แพทย์ที่ทำการผ่าตัด และวิสัญญีแพทย์ และพยาบาลได้ทราบก่อนล่วงหน้า เพื่อจะได้เตรียมการ

 

2.การเทียบเวลา

การใช้เวลาตามฤกษ์ควรจะต้องคำนวนเวลาให้ตรงตามเวลาท้องถิ่นที่เป็นมาตรฐานสำหรับสถานที่นั้นๆ เพราะแต่ละจังหวัดมีเวลาท้องถิ่นแตกต่างกันไป บางจังหวัดต่างกันถึง 18 นาที   โดยเทียบจากเวลามาตรฐานของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ โดยโทรไปที่หมายเลข 1811 ซึ่งจะบอกเวลามาตรฐานประเทศไทย ซึ่งผมใช้เวลามาตรฐานประเทศไทยนี้คำนวนฤกษ์ ฉะนั้นจะต้องตรงกันทั้งสองฝ่าย

 

3.การบันทึกเวลาตกฟาก

มีหลายฝ่ายที่มีความคิดแตกต่างกันในเรื่องของเวลาคลอดว่าจะเอาเวลาไหนเป็นเวลาตกฟาก(เวลาคลอด)กันแน่ซึ่งเวลาตกฟากนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นของลัคนาในดวงชาตา โดยมีหลายคติ ดังนี้

1.อาธานะ ลัคนา หมายเอาเวลาร่วมสังวาสกัน (กำหนดฤกษ์ปฏิสนธิ) แล้วเอาเวลานั้นมาคำนวณแล้วหาวัน-เวลากำหนดคลอด ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีหาฤกษ์คลอดแบบโบราณและสามารถคำนวนวันเวลาคลอดได้อย่างแม่นยำ ปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว

2.ศิโรทัศนา ลัคนา หมายเอาเวลาที่ศีรษะเด็กโผล่ออกมาจากช่องคลอด

3.ภูปาตนะ ลัคนา หมายเอาเวลาที่ตัวเด็กพ้นออกมาจากครรภ์มารดาอย่างสมบูรณ์ทั้งตัว (ไม่เกี่ยวกับสายรก) ซึ่งทางอาศรมถือมตินี้เป็นหลักในการบันทึกเวลาคลอด โดยอ้างอิงจากวาทะ ของสัตยาจารย์ โหราจารย์ของฮินดูเมื่อหลายพันปีก่อนแนะนำให้ถือเอามตินี้เป็นหลักในการบันทึกเวลาตกฟากเพื่อวางลัคนา

ซึ่งทางกฎหมายปัจจุบันให้คำจำกัดความในเรื่องคำว่า “คลอด”เพื่อระบุสภาพบุคคลทางกฎหมาย  “คลอด” หมายความว่า คลอดออกมาจากครรภ์มารดา ล่วงพ้นจากครรภ์มารดาออกมาอย่างสมบูรณ์แล้วทั้งตัว ไม่มีอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของทารกติดค้างอยู่ จะตัดสายสะดือทารกแล้วหรือยัง ไม่เป็นข้อสำคัญ กฎหมายถือว่า คลอดโดยสมบูรณ์แล้ว

4.ในบางมติถือว่า เมื่อคลอดแล้วทารกต้องร้อง และเอาเวลาร้องไห้ของทารกนั้น นับเป็นเวลาตกฟาก  ส่วนในทางกฎหมายนับการหายใจของทารก นับเป็นสภาพบุคคลตามกฎหมาย (คลอด-อยู่รอดเป็นทารก)

สรุปว่าในการนับเวลาตกฟากให้ใช้ข้อ 3 เป็นหลักในการบันทึกเวลาตกฟาก

 

**************************************************************************

 

4.การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์

สำหรับหญิงหากตั้งครรภ์เกิน ๖ เดือน หรือมีครรภ์แก่จวนจะคลอด โบราณท่านมีข้อห้ามดังนี้ คือ 1. ห้ามย้ายบ้าน 2.ห้ามเดินทางไกล 3.ห้ามย้ายเตียง 4. ห้ามทุบรื้อซ่อมแซมบ้าน 5.ห้ามไปสุสาน ไปงานศพ หรืองานแต่งงาน  6.ห้ามไปเยี่ยมคนป่วย 7.ห้ามไปโรงศาล โรงพัก 8.ห้ามไปยังที่ๆมีอันตราย-เสี่ยงภัย  9.ห้ามเย็บปักถักร้อย 10.ห้ามเตรียมเสื้อผ้าของใช้สำหรับทารกก่อนล่วงหน้า 11.ห้ามผิดศีล ๕ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม โกหก  ดื่มสุรา) 12.ห้ามเล่นการพนันขันต่อ 13.ให้ถือหลักปฏิบัตินี้ต่อไปหลังจากคลอดแล้วอย่างน้อย 1 เดือน

ส่วนข้อปฏิบัติเพื่อให้ทารกเกิดมาเป็นคนมีบุญวาสนาดี มีสติปัญญาดี ให้ปฏิบัติดังนี้ 1.สวดมนต์-จะได้ลูกความจำดี  2.ถือศีล ๕ หรือศีล ๘ ในวันพระ-จะได้ลูกจะมีผิวพรรณงดงาม และมีชื่อเสียงดี  3.ทำการบริจาคทาน – จะได้ลูกจะเป็นเศรษฐี มั่งมีเงินทอง 4.นั่งสมาธิภาวนา-จะได้ลูกจะมีสติปัญญาดี 5.มีสัจจะ ไม่โกหก –จะได้ลูกจะมีคนเคารพยำเกรง มีอำนาจวาสนา 6.ไม่โมโหร้าย ไม่ฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียนสัตว์ –จะได้ลูกมีสุขภาพดี อายุยืนปราศจากโรค 7.ไม่ด่าคน  ไม่ใช้วาจาประทุษร้ายใคร -จะได้ลูกมีเสห่ห์ มีคนรักคนชอบ 8.ไม่ดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่น-จะได้ลูกมียศศักดิ์

 

**************************************************************************

 

5.การปฏิบัติตัวก่อนคลอด

ในการเตรียมตัวก่อนคลอดนั้น การใช้ฤกษ์เพื่อให้เกิดผลดีและเกิดศุภผลตามที่ท่านต้องการ อย่างน้อยที่สุดท่านจะต้องสมาทานศีล 5 รักษากายวาจาใจให้บริสุทธิ์ และในขณะที่กระทำการตามฤกษ์นั้น  จิตใจจะต้องแน่วแน่มั่นคงไม่หวั่นไหว ห้ามมีอารมณ์โกรธเคือง โมโห หรือมีเจตนาจะไปประทุษร้ายต่อใคร จิตใจต้องไม่วอกแวก สับสน วิตกกังวล ฯลฯ   เมื่อทำได้ครบตามที่กล่าวแล้วดวงฤกษ์ก็จะมีอิทธิพลังเป็นศุภผลส่งผลเกิดผลดีให้แก่ดวงชาตาของเด็กทารกที่จะเกิดและเกิดความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

**************************************************************************

6.การปฏิบัติตัวหลังคลอด

สำหรับเมื่อคลอดบุตรออกมาแล้ว ช่วงระยะเวลา 1เดือนแรก เป็นช่วงที่อันตรายสำหรับทารกและคุณแม่ โบราณถือว่าเป็นช่วงดวงยังอ่อนทั้งลูกและแม่ และช่วงนี้ห้ามออกไปนอกบ้าน ไปจ่ายตลาด ซื้อของ หรือไปทำกิจกรรมอื่นๆ ฯลฯ ให้ปฏิบัติตัวตามข้อ 4 ต่อไปอีก 1เดือน และเพิ่มการห้ามออกนอกเคหะสถานอีกหนึ่งข้อ

และนอกจากนี้คุณแม่จะต้องรีบทำบุญทำกุศล ทำการบริจาคทาน (อาจจะฝากคนอื่นไปทำให้)ภายใน 7 วันหลังคลอดเพื่อเป็นการฉลองต้อนรับเทวดาองค์ใหม่ที่มาจุติในบ้าน และหลังจากเด็กอายุครบ 1 เดือน หรือ ภายใน 6เดือน ท่านอาจจะต้องหาฤกษ์ยามสำหรับการโกนผมไฟให้กับลูกน้อย ตามประเพณี เพื่อสวัสดิมงคลแก่ตัวเด็กและครอบครัว โดยการขอฤกษ์โกนผมไฟให้คลิ๊กที่นี่ ดูฤกษ์โกนผมไฟ

 **************************************************************************

6. ข้อควรระวัง

อย่างไรก็ตามการใช้ฤกษ์ชั้นสูงนี้มักจะมีเหตุที่ทำให้เจ้าการมักจะใช้ไม่ได้ตามเวลาที่กำหนดอยู่บ่อยครั้งอันเนื่องมาจาก ดวงฤกษ์ที่สูงเกินวาสนาของเจ้าการ(เจ้าของดวง) หรือเจ้าของดวงมีเหตุที่ถูกอุปสรรคขัดขวางจากเจ้ากรรมนายเวร หรือวิบากกรรมอื่นๆ ที่จะไม่ไห้ได้ผลสำเร็จตามฤกษ์นั้นๆ ดังนั้นต้องหมั่นบำเพ็ญบุญ สวดมนต์ไหว้พระ เจริญเมตตาจิต เพื่อให้สามารถใช้ฤกษ์ได้ดังใจปรารถนา

**************************************************************************

สำคัญมากกรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจก่อน

1.เนื่องจากวิชาการให้ฤกษ์ยามชั้นสูงของโหรพราหมณ์หรือโหรหลวง จะไม่เหมือนกับฤกษ์ของชาวบ้านที่ไปเปิดปฎิทินฤกษ์ยามดูแล้วก็ให้ฤกษ์ โดยไม่คำนวณความสัมพันธ์ของดวงชาตาอย่างนี้อันตรายมาก หากได้ฤกษ์แล้วกรุณาอย่าไปเทียบกับปฎิทินโหราศาสตร์ที่วางขายทั่วไปตามท้องตลาด หนังสือชนิดนี้ต้องให้โหรเป็นผู้ใช้เพื่อกำหนดฤกษ์เท่านั้น ชาวบ้านทั่วไม่สามารถนำไปอ่านแล้วไปให้ฤกษ์กันได้ (หากไม่เคยเรียนวิชาโหรและครอบครูโหรมาก่อน) จะอันตรายและวิบัติแก่ผู้ให้ฤกษ์และใช้ฤกษ์ เพราะที่บอกว่าวันดีในปฎิทินและทำการมงคลได้ “ไม่แน่เสมอไปนะครับ” เพราะบางคนนำไปใช้ก็วิบัติเพราะดวงไม่สมพงษ์กับฤกษ์ในวันนั้นๆ ฉะนั้นจะต้องสอบทานฤกษ์กับพื้นดวงชาตาก่อนเท่านั้นจึงจะหาฤกษ์มงคลเฉพาะชาตาแต่ละคนได้ และฤกษ์นั้นก็จะส่งเสริมให้เจ้าชาตาประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง แก้ไขอุปสรรคในชีวิตได้

ส่วนปฎิทินที่วางขายตามท้องตลาดมีหลายๆเจ้า รับรองว่า ไม่มีวันฤกษ์ดีวันไหนที่ตรงกันเลยสักวัน บางเล่มว่าวันนี้ดี ต่บางเล่มว่าร้าย แล้วท่านจะเชื่อใครดี? และหากไปดูฤกษ์ยามแบบจีน+ไทย ผสมกัน รับรองว่าจะไม่มีวันดีที่ตรงกันเลยแม้สักวัน และหากไปขอฤกษ์จากอาจารย์ท่านไหนแล้วท่านมาแค่เปิดปฎิทินพลิกๆดูแล้วก็ให้ฤกษ์ โดยไม่คำนวณพื้นดวงชาตาเจ้าของงานประกอบด้วยแบบนี้อันตรายที่สุด วิบัติเอาได้ง่ายๆทั้งอาจารย์และผู้ไปขอฤกษ์ เพราะผิดครู ถือว่าอาจารย์ท่านนั้นไม่เป็นเรื่องฤกษ์ยามเลยแม้แต่น้อย

อีกอย่างก็คือเรื่องกาลโยคที่ระบุเอาไว้ในปฎิทินทั่วไปเช่น วันนี้เป็นวันอุบาทว์ วันโลกาวินาสน์ วันธงชัย วันอธิบดี วันกาลิกิณี ฯลฯท่านต้องเข้าใจว่า กาลโยคนี้คำนวณจากยาม ไม่ใช่ว่าวันนี้เป็นวันอุบาทว์ทั้งวันอย่างนี้ไม่ใช่นะครับ มีเป็นบางยามเท่านั้น หรือวันนี้เป็นวันธงชัยทั้งวันก็หาไม่ ก็เป็นบางยาม ดังนั้นวันที่บอกว่าเป็นวันอุบาทว์ วันโลกาวินาสน์ก็สามารถที่จะให้ฤกษ์ที่ดีได้ แต่ในทางกลับกันวันที่เป็นวันธงชัย วันอธิบดีก็ไม่ได้ดีทั้งวัน ก็มีฤกษ์ร้ายในบางยามอยู่เช่นกัน

ส่วนความเชื่อที่ว่าคนเกิดวันศุกร์ห้ามทำการมงคลวันเสาร์ เพราะเป็นวันคู่ศัตรูกัน หรือ คนเกิดวันอังคาร ห้ามทำการมงคลวันอาทิตย์ วันพุธ ห้ามทำการในวันศุกร์ วันพฤหัสบดีห้ามวันจันทร์ อันนี้ไม่ใช่หลักการให้ฤกษ์ทางวิชาโหราศาสตร์ เป็นเพียงวิชาหมอดูที่นำหลักดาวคู่มิตร-ศัตรูทางโหราศาสตร์มาผสมเป็นหลักการให้ฤกษ์ของวิชาหมอดูทั่วไปซึ่งหยาบมากและเป็นอันตรายแก่ผู้ที่เชื่อหลักการนี้ เพราะหากคนเกิดวันศุกร์ไม่ถูกกับวันเสาร์แล้ว แสดงคนเกิดวันศุกร์ก็ต้องโชคร้ายในทุกๆวันเสาร์ คนเกิดวันศุกร์ก็คบกับคนวันเสาร์ไม่ได้ หรือรักกันไม่ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ อันนี้เป็นความเชื่อที่บิดเบือนหลักโหราศาสตร์อย่างยิ่ง ส่วนมากหมอดูชอบนำไปใช้กัน

2.หากฤกษ์ที่ได้ไปมีคนชอบทักว่าวันนี้ไม่ดี วันนั้นดีกว่า หรือเช่นว่าทำเอาเอาวันข้างแรมไม่เอาข้างขึ้น ทำไมเอาเดือนคี่ไม่เอาเดือนคู่ ทำไมเอาวันเป็นคู่ศัตรูกัน ทำไมเอาวันเป็นกาลกินีกับวันเกิด ทำไมเอาวันเสาร์-อังคาร ทำไมเอาวันโลกาวินาศ และทำไมไปทำพิธีตอนเย็น ไม่ทำตอนเช้า ให้อ่านบทความนี้ครับ “คำถามสำหรับคนชอบทักว่าฤกษ์ไม่ดี”

3.หากสงสัยเรื่องฤกษ์ยามของวิชาโหรพรามณ์หรือโหรหลวง ว่าคำนวณมาได้อย่างไร ใช้วิธีอะไรในการคำนวณ และแต่งต่างจากฤกษ์ชาวบ้านอย่างไร กรุณาอ่านบทความ”กฏเกณฑ์การให้ฤกษ์”นี้ครับ

4. รวมคำถามตอบเรื่องฤกษ์ยามจะมีอัพเดทเรื่อยๆนะครับ โดยผมจะทำเป็นลิงค์ไว้ที่นี่ครับ คลิ๊กเลย

5.หากสงสัยว่าวิชาโหรฯมีการคำนวนดวงชาตาของฤกษ์ยามที่ละเอียดซับซ้อนและแตกต่างจากวิชาอื่นๆอย่างไร กรุณาอ่านบทความ โหราวิทยา บทที่ 4 การคำนวนกำลังดาวเคาระห์และเรือนชาตาโดย คลิ๊กที่นี่

6.เรื่องที่คนทั่วไปไม่เคยรู้ “วิชาโหร”กับ “วิชาหมอดู” ไม่ใช่วิชาเดี่ยวกัน และต่างกันมากราวฟ้ากับดิน หากต้องการรู้ว่าต่างกันอย่างไร กรุณาอ่านบทความนี้ครับ ความแตกต่างของวิชาโหรกับวิชาหมอดู”

******************************************************

 

 

วิธีการใช้ฤกษ์ (ทั่วไป)

การให้ฤกษ์โดยระบบโหราศาสตร์ภารตะหรือโหราศาสตร์แบบโหรพรามณ์ ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับโหราศาสตร์ไทยชั้นสูงที่ใช้กันในบุคคลชั้นสูงและการกำหนดพิธีกรรมในพระราชพิธีต่างของกษัตริย์ในสมัยโบราณ มีการคำนวนโดยวิธีการสลับซับซ้อนทางดาราศาสตร์และหลักการทางโหรซึ่งต่างกับโหราศาสตร์ระบบอื่นๆ  และกำหนดเป็นฤกษ์ยามเฉพาะตัวบุคคลนั้นๆในการทำการต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์เพียงเจ้าของฤกษ์คนเดียวเท่านั้น ผู้อื่นจะนำไปใช้ก็จะไม่เกิดผลดีตามฤกษ์ที่กำหนดไว้

 

บางคนชอบโทรมาถามว่าวันนี้เป็นวันดีไหม ผมตอบไม่ได้หรอกครับเพราะฤกษ์มีทั้งฤกษ์บนฤกษ์ล่าง ฤกษ์บนก็คือวันที่ดวงดาวบนท้องฟ้าให้พลังที่เป็นศุภผล เป็นวันดีก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถใช้ได้ทุกคน หรือวันนี้เป็นวันดีฤกษ์ดีแต่จะดีตลอดทั้งวันก็หาไม่ และหากไปคำนวนดูชาตากำเนิดของเรา(ฤกษ์ล่าง) ก็อาจจะขัดแย้งกับฤกษ์บน(ท้องฟ้า) ก็ทำการมงคลในวันนั้นไม่ได้อีก  ที่พูดวันว่าวันนี้วันดีก็มิใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะฉะนั้นเข้าใจไว้ว่าวันดีมีทุกวัน แต่ฤกษ์ที่ดีเหมาะกับเรานั้นอาจจะทั้งปีมีแค่วันเดียว ส่วนวันร้ายก็มีทุกวันเหมือนกัน แต่จะร้ายกับเราทุกวันก็ไม่ใช่ ฉะนั้นฤกษ์ยามก็คือการคำนวนพลังความสัมพันธ์ระหว่างดาวบนท้องฟ้ากับมนุษย์ที่อยู่บนดินให้สัมพันธ์กันนั่นเอง

1.       เมื่อได้ฤกษ์ยามได้กำหนดไว้แล้วให้เตรียมการล่วงหน้าแต่เนิ่นๆเพื่อจะได้ไม่ให้ผิดพลาด เพราะหัวใจของฤกษ์ยามก็คือ”เวลา” ที่เป็นศุภผล

2.       ในการให้ฤกษ์ผมจะคำนวนเวลาที่เหมาะสมกับดวงชาตาของท่านที่ดี่ที่สุดเพียงฤกษ์เดียวเท่านั้น บางคนพยายามขอหลายๆวันเผื่อเลือก ซึ่งฤกษ์ที่ให้แต่ละฤกษ์คำนวนด้วยความยากลำบากมาก เพราะผมคำนวนด้วยมือ ดวชาตาแต่ละดวงชาตา อย่างน้อยก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง และสอบทานฤกษ์ในกฏเกณฑ์อื่นๆอีกเป็นวันๆ  (ไม่ใช่ฤกษ์ประเภทเปิดหนังสือดูปฎิทินแล้วให้ฤกษ์อย่างที่เราคุ้ยเคยกัน ซึ่ง 5 นาทีก็ให้ฤกษ์กันได้แล้ว)

3. อย่างไรก็ตามการใช้ฤกษ์ชั้นสูงนี้มักจะมีเหตุที่ทำให้เจ้าการมักจะใช้ไม่ได้ตามเวลาที่กำหนดอยู่บ่อยครั้งอันเนื่องมาจาก ดวงฤกษ์ที่สูงเกินวาสนาของเจ้าการ(เจ้าของดวง) หรือเจ้าของดวงมีเหตุที่ถูกอุปสรรคขัดขวางจากเจ้ากรรมนายเวร หรือวิบากกรรมอื่นๆ ที่จะไม่ไห้ได้ผลสำเร็จตามฤกษ์นั้นๆ   เช่นว่า จะต้องออกรถในวันนี้ตามฤกษ์ แต่บังเอิญรถยังไม่เรียบร้อย ก็ออกรถในวันนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องระวัง

 

4.       การใช้เวลาตามฤกษ์ควรจะต้องคำนวนเวลาให้ตรงตามเวลาท้องถิ่นที่เป็นมาตรฐานสำหรับสถานที่นั้นๆ หรืออย่างน้อยนาฬิกาจะต้องตรง โดยเทียบจากเวลามาตรฐานของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ โดยโทรไปที่หมายเลข 1811

ซึ่งจะบอกเวลามาตรฐานประเทศไทย ซึ่งผมใช้เวลามาตรฐานประเทศไทยนี้คำนวนฤกษ์ ฉะนั้นจะต้องตรงกันทั้งสองฝ่าย

5.       เวลาจากดวงฤกษ์ที่ให้เป็นการคำนวนเวลาเริ่มต้นของฤกษ์ และจะสิ้นสุดฤกษ์ เช่นฤกษ์ที่กำหนดเป็นเวลา 09.11 น. -09.29 น. หมายความว่าหัวใจในการทำกิจกรรมนั้นๆจะต้องเริ่มต้นในเวลา 09.11 น.จนถึง 09.29 น. (ปกติผมจะให้เวลาเริ่มต้นและเวลาสุดฤกษ์เอาไว้ให้)  เช่นการลงเสาเอก จะต้องกระทำการยกเสาลงหลุมให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด หรือการลาสิกขาบท ต้องให้การสวดบทขอลาสิกขาเริ่มต้นภายในเวลานี้  หรือการเอาผ้าสังฆาฏิออกจากตัว(แล้วแต่กรณี) ส่วนการตั้งศาลก็ให้ถือเอาเวลาที่อัญเชิญเจว็ดเข้าประทับในศาลหรือการตอกไม้มงคลวางรากฐานเพื่อยกเสาของศาล(แล้วแต่กรณี)  ส่วนกิจกรรมอื่นๆให้เทียบเคียงเอาตามนี้  แต่การเปลี่ยนชื่อก็ต้องใช้ปฐมฤกษ์อย่างเดียวแล้วเริ่มดำเนินการยื่นเอกสารต่อไปตลอดจนเสร็จสิ้นกระบวนการก็ยังถือว่าอยู่ในฤกษ์

6.       ส่วนหากกิจกรรมนั้นๆต้องใช้ระยะเวลามากกว่านี้ก็จะต้องให้มีการทำกิจกรรมต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอนหรือหยุดไปกลางคัน ก็ยังถือเวลาอยู่ในเวลาของฤกษ์ได้

7.       แผ่นดวงฤกษ์พิมพ์ออกมาจากไฟล์ที่ผมให้มา เมื่อใช้เสร็จแล้ว ให้ใส่กรอบหรือไว้ที่หิ้งพระเอาไว้บูชาถือว่าได้บูชาเสริมดวงชาตาและดวงฤกษ์ของเราให้เกิดผลดีตลอดไป หากไม่สามารถทำได้ให้ทำการเผาด้วยไฟเท่านั้น ห้ามนำไปทิ้งในถังขยะ

8.       การใช้ฤกษ์ให้เกิดผลดีและเกิดศุภผลตามที่ท่านต้องการ อย่างน้อยที่สุดท่านจะต้องสมาทานศีล 5 รักษากายวาจาใจให้บริสุทธิ์ และในขณะที่กระทำการตามฤกษ์นั้นๆ จิตใจจะต้องแน่วแน่มั่นคงไม่หวั่นไหว ห้ามมีอารมณ์โกรธเคือง โมโห หรือมีเจตนาจะไปประทุษร้ายต่อใคร จิตใจต้องไม่วอกแวก สับสน วิตกกังวล ฯลฯ   เมื่อทำได้ครบตามที่กล่าวแล้วดวงฤกษ์ก็จะมีอิทธิพลังเป็นศุภผลส่งผลเกิดผลดีให้แก่ดวงชาตา และเกิดความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

9.       บางคนมักชอบว่ามาขอฤกษ์กับผมต้องรอนานมากๆกว่าจะได้ บางคนเป็นเดือน บางคน สามเดือน บางคนรอมาหลายเดือนก็ไม่มีฤกษ์จะให้            ต้องขอชี้แจงอย่างนี้ว่า โหราศาสตร์ระบบนี้ไม่เหมือนระบบอื่น โหรผู้ให้ฤกษ์ ต้องต้องดูฤกษ์สำหรับการให้ฤกษ์ก่อนเหมือนกัน ไม่สามารถทำแบบสุกเอาเผากินไม่ได้ โหรผู้คำนวนฤกษ์ก็ต้องตรวจดวงดาวบนท้องฟ้าก่อนว่าวันไหนเหมาะแก่การคำนวนฤกษ์ วันไหนห้ามคำนวนฤกษ์ เช่น วันสิ้นปี สิ้นเดือน สิ้นปีนักษัตร วันพระจันทร์ดับ พระจันเทร์เต็มดวง วันโกน วันพระ วันดาวดับบนฟ้า วันที่ดาวพุธโคจรวิกลคตพักรองศา(อันนี้อาจต้องรอเป็นเดือน) วันที่มีคราส (ภายในหน้าหลัง 7 -14 วัน) ก็คำนวนฤกษ์ไม่ได้  เมื่อได้วันแล้วก็ต้องอาบน้ำชำระร่างกาย จุดธูปเทียนบูชาพระ พ่อแม่ครูอาจารย์ ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ ก่อนทำการคำนวนดวงฤกษ์ทุกครั้งไป ฉะนั้นฤกษ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไรก็ต้องดูชาตาและวาสนาของเจ้าชาตาก่อนด้วย

 

ลิงค์ แพคเกจคลอด โปรแกรมคลอดเหมาจ่าย ค่าผ่าตัดคลอด โรงพยาบาลเอกชน กทม

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลกรุงเทพ ผ่าคลอด-โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ผ่าคลอด-โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเจ้าพระยา ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ผ่าคลอด-โรงพยาบาลไทยนครินทร์  ผ่าคลอด-โรงพยาบาลธนบุรี2 ผ่าคลอด-โรงพยาบาลนครธน ผ่าคลอด-โรงพยาบาลนนทเวช  ผ่าคลอด-โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ผ่าคลอด-โรงพยาบาลบางปะกอก 9 ผ่าคลอด-โรงพยาบาลบีแคร์ ผ่าคลอด-โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ผ่าคลอด-โรงพยาบาลปิยะเวช ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลพญาไท 1   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลพญาไท 2 ผ่าคลอด-โรงพยาบาลพญาไท 3 ผ่าคลอด-โรงพยาบาลพระราม 9 ผ่าคลอด-โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ ผ่าคลอด-โรงพยาบาลมิชชั่น ผ่าคลอด-โรงพยาบาลยันฮี  ผ่าคลอด-โรงพยาบาลรามคำแหง ผ่าคลอด-โรงพยาบาลลาดพร้าว ผ่าคลอด-โรงพยาบาลวิภาราม ผ่าคลอด-โรงพยาบาลวิภาวดี  ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเวชธานี   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลศิครินทร์   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลสมิติเวชธนบุรี   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลสินแพทย์   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลสุขุมวิท   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเสรีรักษ์   ผ่าคลอด-โรงพยาบาลหัวเฉียว

 

ความหมายของฤกษ์ทั้ง ๙ (Update)

หลายๆ ท่านเมื่อได้รับใบฤกษ์จากผม มักจะโทรมาถามบ่อยๆว่าฤกษ์ต่างๆที่อยู่ในใบฤกษ์ คืออะไร ดีอย่างไร ซึ่งตอนนี้จะได้อธิบายพอให้เข้าใจง่ายๆดังนี้


1. ทลิทโทฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า ชนมะ (นักษัตรที่ ๑,๑๐,๑๙)
ทลิท โทฤกษ์ แปลว่า ผู้ขอ มีดาวเกตุเป็นดาวเจ้าฤกษ์ เป็นฤกษ์ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการเริ่มต้นของสิ่งต่างๆ เพราะเป็นฤกษ์อันดับแรกของจักราศี และเป็นฤกษ์ประเภทบูรณะฤกษ์ หรือฤกษ์เต็มครบทั้ง ๔ บาทฤกษ์ ถือว่าจะให้ความราบรื่น ปราศจากอุปสรรคขัดขวาง จะทำการขอสิ่งใดก็ง่าย เช่น  การขอหมั้น ขอแต่งงาน ทวงหนี้ กู้ยืม ร้องทุกข์ การทำการใดๆ เพื่อให้ผู้อื่นสงสารกรุณา มีความเมตตา เกิดเสน่ห์ มหานิยม คนนิยมชมชอบ เปิดร้านขายของ  สมัครงาน ทำการใดๆ ที่ริเริ่มใหม่ คนที่ไม่รู้โหราศาสตร์มักไปแปลผิดๆว่าเป็นฤกษ์ยาจก ขอทาน คนเข็ญใจ ซึ่งไม่ถูกต้อง หากเป็นฤกษ์ขอทานแล้ว โบราณจะใช้ฤกษ์นี้เป็นฤกษ์สูขอลูกสาวชาวบ้านได้อย่างไร ใครจะยกลูกสาวให้ยาจกคนเข็ญใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ความจริงฤกษ์นี้เป็นฤกษ์ที่ให้คนเมตตา รักใคร่ ขออะไรก็ได้ แม้แต่ลูกสาวของคนอื่นซึ่งถือว่ามีค่ามากที่สุดของครอบครัวนั้นๆ ฤกษ์ นี้มีดาว เกตุ (๙) เป็นดาวเจ้าฤกษ์ จะให้คุณแก่ดวงฤกษ์ตามลักษณะและความหมายด้านดีของดาวเกตุ (เกตุนี้เป็นเกตุ คำนวณแบบอินเดีย ไม่ใช่ดาวเกตุแบบไทย)

ส่วนคนที่มีดวงชาตาเสวยฤกษ์นี้ เป็นคนที่มีเสน่ห์มีคนรักใคร่นิยมชมชอบ เป็นคนที่ชอบริเริ่มอะไรใหม่ๆ ชอบงานท้าทาย เป็นคนมีความสามารถสูง อาชีพเด่นคือ ค้าขาย ครู รับราชการ นักวิจัย งานเกี่ยวกับฟ้า อิเลคทรอนิกส์ ฯลฯ มีชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสัน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ชีวิตบั้นปลายจะมีความสุขมาก

2. มหัทธโนฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่าสมบัติ

มหัทธโนฤกษ์ แปลว่า คนมั่งมี ผู้รุ่งเรือง เศรษฐี มีดาวศุกร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกันเป็น "บูรณะฤกษ์" เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ การมงคลต่างๆ ทุกอย่าง เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ปลูกสร้างอาคาร ธุรกิจการเงิน ธุรกิจด้านบัญชี  การค้าอุตสาหกรรม เปิดห้างร้าน เปิดร้านค้าต่าง ร้านแลกเงิน ร้านขายทอง  ลาสิกขาบท สะเดาะเคราะห์ และ สารพัดงานมงคลที่ต้องการความร่ำรวยมีเงินทอง ทรัพย์สินมากมาย  ฤกษ์นี้มีดาวศุกร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ก็จะเด่นในเรื่องความรัก เพศสัมพันธ์ กิจการสถานบันเทิง ดนตรี ศิลปะ เสื้อผ้า ของแต่งกาย การตกต่าง งานออกแบบ ร้านอาหาร ธุรกิจด้านความงาม ร้านเสริมสวย ก็จะเด่นมากขึ้นไปอีก
สำหรับคนที่เกิดเสวยฤกษ์นี้จะ มีรูปร่างหน้าตาดี มีวาทศิลป์ เด่นในเรื่องงานทางด้านศิลปะ การออกแบบ ตกแต่ง ตนตรี มีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข ไม่ค่อยมีทุกข์ร้อน มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย

 

3. โจโรฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า วิบัติ

โจโรฤกษ์ แปลว่าผู้ช่วงชิง (ไม่ใช่แปลว่า โจร ผู้ปล้น ผู้ลักขโมย) ผู้กล้าหาญมีอำนาจ ผู้ว่องไว มีดาวอาทิตย์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 ไม่รวมอยู่ในราศีเดียวกัน คาบเกี่ยวอยู่ 2 ราศีเป็น "ฉินทฤกษ์"  คือ ฤกษ์ไม่เต็มบาท มักไม่ใช้เป็นฤกษ์มงคล แต่เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ คนโบราณใช้ในการปล้นค่าย จู่โจมโดยฉับพลัน ข่มขวัญ บีบบังคับ ทำการปราบปราม การแข่งขันช่วงชิง การแย่งอำนาจและผลประโยชน์ งานเสี่ยงๆ ในระยะสั้นๆ การปฏิวัติ งานของบุคคลในเครื่องแบบแบบใช้กำลัง  ในบางกรณีหากต้องการ ช่วงชิงแข่งขัน ในการธุรกิจ การกีฬา การเอาชนะในทุกรูปแบบ ก็มักจะใช้ฤกษ์นี้ เป็นฤกษ์ประกอบการ แต่โหรมักไม่ให้ฤกษ์นี้แก่ใครง่ายๆ นอกจากจะเป็นเรื่องที่สำคัญต่อบ้านเมือง เช่นการให้ฤกษ์ทำการปฎิวัติ รัฐประหาร  ก็มักใช้ฤกษ์นี้
สำหรับคนที่เกิดในฤกษ์นี้ จะเป็นคนที่มีอำนาจในตัวเอง มีความสามารถในด้านการแข่งขัน การช่วงชิงเอาชนะ อาชีพเด่นคือ นักธุรกิจ นักกีฬา งานที่เกี่ยวกับอุตสาหรรมขนาดใหญ่ นักการทหาร นักปกครอง และคนที่รวยมากๆระดับประเทศก็มักเกิดฤกษ์นี้แต่ก็ต้องมีชีวิตในบางช่วงที่ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย คนเกิดในฤกษ์นี้มักเด่นในด้านชื่อเสียงและทรัพย์สิน

4. ภูมิปาโลฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า เกษม
ภู มิปาโลฤกษ์ แปลว่า ผู้รักษาแผ่นดิน มีดาวจันทร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกันเป็น บูรณะฤกษ์ เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ การมงคลต่างๆ งานที่ต้องการความมั่นคงถาวร งานเกี่ยวกับที่ดิน น้ำ หรือต้องการมวลชนมากๆ เมตตามหานิยม ธุรกิจการเกษตร การเช่าซื้อ ก่อสร้าง ปลูกเรือน ยกศาลพระภูมิ แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ลาสิกขาบท  เปิดอาคารห้างร้าน และ สารพัดงานมงคลทำได้หมด ฤกษ์นี้มีดาวจันทร์ครองเป็นเจ้าฤกษ์ ดังนั้น ธุรกิจที่ข้องกับดาวจันทร์ก็คือ ธุรกิจทางน้ำ สื่อสารมวลชน ความงาม โฆษณาประชาสัมพันธ์ ก็จะเด่นมากขึ้น

สำหรับคนที่เกิดในฤกษ์นี้ จะเป็นคนที่มีอำนาจในตัวเอง มียศศักดิ์และฐานะดี มีธุรกิจเป็นของตนเอง จิตใจเมตตากรุณา ชอบช่วยเหลือผู้อื่น อาชีพเด่นในทางนักปกครอง นักการเมือง นักแสดง หรือ ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ก็จะดี

 

5. เทศาตรีฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า ปรัตยุระ
เท ศาตรีฤกษ์ แปลว่า ข้ามท้องถิ่น หรือ สามแผ่นดิน ผู้ท่องเที่ยว (คนแปลผิดเป็น ฤกษ์หญิงแพศยา)  บางคราเรียกว่า "เวสิโยฤกษ์"  หมายถึงฤกษ์พ่อค้า-แม่ค้า มีดาวอังคารเป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ปลายราศีหนึ่ง และ ต้นราศีหนึ่ง แห่งละ 2 บาทฤกษ์ คือคาบเกี่ยวอยู่ราศีละครึ่ง คือในราศี พฤษภกับเมถุน , กันย์กับตุลย์ และ มกรกับกุมภ์ เป็น  ภินทฤกษ์ ความหมายจริงของฤกษ์นี้ก็คือ “ฤกษ์สามถิ่น(ประเทศ)” เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ งานการติดต่อการค้าระหว่างถิ่น งานด้านต่างประเทศ ต่างชาติ ภาษาต่างประเทศ กิจการทัวร์ ธุรกิจนำเข้า ส่งออก  ธุรกิจเกี่ยวกับความสนุกสนานชักชวนคนเข้าออกมากหรือธุรกิจที่ไม่จำกัดชนชั้น วรรณะ ไม่จำกัดคนรวย คนจน ทุกคนสามารถมาใช้ได้เสมอกันหมด  เช่น เปิดโรงมหรสพ ร้านอาหาร สถานเริงรมย์ โรงแรม โรงหนัง ตลาดและศูนย์การค้า การประกอบอาชีพนอกสถานที่ อาชีพเดินทาง นวดแผนโบราณ กิจการแพทย์ โรงพยาบาล และอาชีพที่ต้องย้ายที่อยู่เสมอ ฤกษ์นี้มีดาว อังคารเป็นดาวเจ้าฤกษ์ กิจการที่เป็นด้านอุตสาหกรรม เครื่องยนต์กลไก การซ่อมแซม อุตสาหกรรมเหล็ก โลหะ เครื่องจักร การก่อสร้าง ยานยนต์ก็จะมีผลดีเป็นพิเศษ

 

ผู้ที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย เรียนรู้ได้หลายภาษา มีเสน่ห์แรง มักได้ทำงานเกี่ยวกับการเดินทาง หรือเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ มีทรัพย์สินที่ดินบ้านช่องมากมายหลายแห่ง แต่ชีวิตในบางช่วงก็ต้องตกระกำลำบากหรือต้องย้ายถิ่นฐานบ้านช่องอยู่เสมอๆ   หากอยู่ต่างถิ่นก็จะเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยดีกว่าถิ่นกำเนิดของตัวเอง คนเกิดในฤกษ์นี้มักเด่นในด้านชื่อเสียง มีใจเด็ดเดี่ยว กล้าได้กล้าเสีย ไม่กลัวใคร

6. เทวีฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า สาธะกะ
เทวี ฤกษ์ แปลว่า นางพญา ความงามหรูหรา ความมีเสน่ห์ โชคลาภ และ การสมความปรารถนา มีดาวราหูเป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกันเป็น บูรณะฤกษ์ เป็นฤกษ์ที่มุ่งให้เกิดโชคลาภ เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ งานที่ต้องการความหรูหรา มีชื่อเสียง มีพลังฤกษ์ที่นุ่มนวลอ่อนช้อยดุจเทวี การเจรจาสู่ขอ งานแสดง งานนิทรรศการ การหมั้นหมายและสมรส การส่งตัวเจ้าสาวและเข้าห้องหอ การทำกิจการที่ต้องการชื่อเสียงและมีเสน่ห์ งานมีเกียรติ งานเชิงศิลปะตกแต่งชั้นสูง เปิดร้านค้าอัญมณีเครื่องประดับ ร้านเสริมสวย ตัดเย็บเสื้อผ้า  สารพัดงานมงคลทั้งปวงสามารถใช้ฤกษ์นี้ได้
ฤกษ์นี้มีดาว ราหูเป็นเจ้าฤกษ์ แสดงถึงความลุ่มหลง หลงใหล มีเสน่ห์ และให้คุณเป็นพิเศษแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกับ ต่างชาติ ต่างภาษา ร้านอาหาร บาร์ไนต์คลับ สุรายาเมา  และบ่อนการพนัน

ผู้ที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนมีอำนาจวาสนาดี ทำอะไรมักมีคนคอยช่วยเหลือ มีชีวิตที่สงบสุขและสุขสบาย ไม่เดือดร้อน แต่มักชอบลุ่มหลงอะไรง่ายๆ มีชื่อเสียงดี อาชีพเด่นก็คือ นักแสดง กิจการเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม อัญมณี เสื้อผ้า เครื่องประดับ ฯลฯ

7. เพชฌฆาตฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า นิธนะ
เพชฌฆาต ฤกษ์ แปลว่า  ผู้ทำการตัด การแบ่ง  ไม่ใช่เพชฌฆาต ที่ไว้ฆ่าคน สมัยก่อนการลงโทษโดยการประหารชีวิตด้วยการตัดคอ มีผู้ทำการลงโทษก็เรียกว่า เพชฌฆาต ทำให้คนเข้าใจสับสน  ซึ่งศัพท์คำนี้แปลว่า “ผู้ตัด” เฉยๆ  ส่วน เพชฌฆาต ฤกษ์ แปลความว่า “ฤกษ์แห่งการตัด” ไม่เกี่ยวกับการฆ่าแต่อย่างใด  มีดาวพฤหัสเป็นดาวเจ้าฤกษ์ ฤกษ์บาททั้ง 4 ตัดขาดกัน และ ตรงข้ามกับ โจโรฤกษ์ เรียกว่า "ตรินิเอก"  คืออยู่ปลายราศี 3 ฤกษ์บาท และ ต้นราศี 1 ฤกษ์บาท ไม่ควรให้ฤกษ์ในการมงคลโดยทั่วไป เป็น ฉินทฤกษ์ แต่เป็นฤกษ์ดีหมาะสำหรับ การฟันผ่าอันตรายและอุปสรรค ต่อสู้เสี่ยงภัยต่างๆ อาสางานใหญ่ ทำกิจปราบปรามศัตรู ตัดสินคดีความ งานที่ใช้การตัดสินใจอย่างเด็ดขาด  ประกอบพิธีไสยศาสตร์ ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ลงเลขยันต์ สร้างวัตถุมงคลแบบคงกระพันชาตรี สร้างสิ่งสาธารณะกุศลสงเคราะห์ เปิดโรงพยาบาล การรักษาโรคเรื้อรังที่หายยากๆ การยาตราทัพ เจิมอาวุธยุทธภัณฑ์ สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญ การบวชเรียน การบำเพ็ญเพียรทางจิต การนั่งสมาธิภาวนา การศึกษาศาสตร์ลี้ลับ  ศึกษาโหราศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ ฯลฯ หรือบาทีก็เป็นฤกษ์ตั้งศาลพระภูมิ ศาลพระพรหม ประดิษฐานรูปเคารพเพื่อให้เกิดความขลังและศักดิ์สิทธิ์  ฤกษ์นี้มีดาวพฤหัสเป็นดาวเจ้าฤกษ์ ก็จะให้คุณโดดเด่นทางด้านการศึกษา และการศาสนา การปฎิบัติทางจิตภาวนาเป็นพิเศษ

 

ผู้ที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนจิตใจดี มีศีลธรรม เคร่งในศาสนา เรียนรู้สิ่งต่างๆได้เร็ว เป็นคนเฉียบขาด ซื่อตรง ซื่อสัตย์ เกลียดชังการคดโกง  มีความกตัญญูรู้คุณ ไม่หวั่นไหวเกรงกลัวต่อสิ่งใด มีคนเคารพนับถือมาก มีการศึกษาในระดับสูงๆ อาชีพเด่น ก็คือ ครูอาจารย์ อนุศาสนาจารย์ ผู้คงแก่เรียน แพทย์ หมอ พยาบาล เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญในเครื่องจักรยนต์ กลไกต่างๆ

8. ราชาฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า มิตระ
ราชาฤกษ์ แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีอำนาจวาสนา พระเจ้าแผ่นดิน มีดาวเสาร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกัน เรียกว่า บูรณะฤกษ์ เป็นฤกษ์ที่ยิ่งใหญ่หกว่าฤกษ์ทั้งปวง ที่เหมาะสำหรับ  งานที่ต้องการชักจูงให้ผู้อื่นดำเนินตาม  การเข้ารับตำแหน่งงาน การแสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศ แสวงหาอำนาจ บารมี การเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ ลาสิกขาบท การขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน เปิดร้าน และกิจการงานมงคลทั้งปวง  มีบอกว่าฤกษ์นี้สามัญชนใช้ไม่ได้ อันนี้ต้องบอกว่าไม่จริง และไม่ใช่อย่างที่เข้าใจ คำว่าราชาฤกษ์ แปลว่า ฤกษ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าฤกษ์ทั้งหลาย เป็นราชาแห่งฤกษ์ไม่ใช่ฤกษ์ใช้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน ใครๆก็ใช้ได้ไม่จำกัดชนชั้นวรรณะใดใด ฤกษ์ นี้มีดาวเสาร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ แสดงว่าเป็นฤกษ์ที่จะให้ความมั่นคงยืนนานมากที่สุด และหากเป็นกิจการที่ข้องกับงานอุตสาหรรมขนาดใหญ่ โรงงานผลิต การก่อสร้าง งานเชิงสาธารณะ งานราชการ รัฐวิสาหกิจ ก็จะให้ผลดีมากเป็นพิเศษ

ผู้ที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนมีอำนาจวาสนา บารมีสูง  ปรารถนาสิ่งใดก็มักได้มาอย่างง่ายๆ ไม่ต้องเหนื่อยอะไรมากมาย เป็นเจ้าของกิจการที่ใหญ่โต มีบริวารดี ลูกน้องเชื่อฟัง มีคนคอยช่วยเหลือมิได้ขาด

9. สมโณฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า ปรมมิตระ
สม โณฤกษ์ แปลว่า ความสุข ความสงบ  นักบวช นักสอนศาสนา มีดาวพุธเป็นดาวเจ้าฤกษ์ ฤกษ์บาททั้ง 4 อยู่ปลายราศีเดียวกัน เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ ทำพิธีกรรมทางศาสนา และ ทางนักบวช เช่น การทำขวัญนาค การอุปสมบท หล่อพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เข้ารับการศึกษา และ การกระทำทุกอย่างเพื่อความสงบร่มเย็นเป็น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญต่ออายุ  ตั้งศาล ผูกข้อมือ สู่ขวัญ โกนผมไฟ ฤกษ์นี้มีดาวพุธเป็นดาวเจ้าฤกษ์ กิจการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การสื่อสาร ขนส่งมวลชน กิจการที่เกี่ยวกับงานด้านเอกสาร สัมมนา งานวิจัย จะให้ผลดีเป็นพิเศษ

ผู้ที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนมีอำนาจ มีวาทะปฏิภาณดี เฉลียวฉลาด เรียนรู้เร็ว มีการศึกษาสูง มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุขและความสำเร็จ ชอบศึกษาปรัชญา ศาสนา สิ่งลี้ลับ ชอบทำบุญกุศล มีจิตวิทยาสูงมากในการจูงใจคน

 

 

 

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลกรุงเทพ

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเจ้าพระยา

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเทพธารินทร์

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลไทยนครินทร์

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลธนบุรี2

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลนครธน

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลนนทเวช

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลนวมินทร์ 9

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลบางปะกอก 9

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลบีแคร์

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลปิยะเวช

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลพญาไท 1

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลพญาไท 2

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลพญาไท 3

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลพระราม 9

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ

ผ่าคลอด-โรงพยาบาลมิชชั่น